ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

ประเมินคะแนนร่างกายโคเนื้ออย่างไร ดูและคลำตรงไหน

คะแนนความสมบูรณ์ของร่างกาย (BCS) บอกว่าโคมีไขมันสะสมมากแค่ไหน อธิบายสเกล 1 ถึง 9 จุดที่ต้องดูและคลำ คะแนนที่แม่โคควรมีตอนคลอดและตอนผสม

เริ่มต้น8 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

คะแนนความสมบูรณ์ของร่างกาย หรือที่คนเลี้ยงวัวเรียกสั้น ๆ ว่า BCS (body condition score) คือตัวเลขที่บอกว่าวัวมีไขมันสะสมในตัวมากหรือน้อยแค่ไหน ได้จากการดูด้วยตาและเอามือคลำตามจุดที่กระดูกอยู่ใกล้ผิวหนัง ไม่ต้องใช้เครื่องชั่ง ไม่ต้องจับวัวเข้าซอง

โคเนื้อนิยมใช้สเกล 1 ถึง 9 คะแนน 1 คือผอมมากจนเห็นโครงกระดูก คะแนน 9 คืออ้วนมาก ตัวเลขนี้มีประโยชน์ที่สุดกับแม่โค เพราะคะแนนตอนคลอดสัมพันธ์กับโอกาสที่แม่โคจะผสมติดในรอบถัดไปครับ

โคหนึ่งตัวบนสเกล 1 ถึง 9 เมื่อคะแนนสูงขึ้น ซี่โครงหายไปจากสายตา กระดูกสันหลังและปุ่มสะโพกถูกไขมันคลุม และเริ่มมีไขมันเป็นก้อนข้างโคนหาง

บทความนี้เรียงตามคำถามที่ผมคิดว่าคนเริ่มเลี้ยงจะถาม ตัวเลขทั้งหมดมาจากเอกสารของหน่วยส่งเสริมการเกษตรในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกาและงานวิจัยที่ลิงก์ไว้ ส่วนที่เป็นการแปลงหน่วยจากปอนด์เป็นกิโลกรัม ผมคำนวณเองและเขียนบอกไว้ทุกที่

คะแนนร่างกาย (BCS) วัดอะไร

BCS วัดไขมันที่สะสมอยู่ในตัววัว ซึ่งก็คือพลังงานสำรองที่วัวดึงมาใช้เมื่อกินไม่พอ คู่มือของมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตตอธิบายว่า BCS เป็นเครื่องมือดูภาวะโภชนาการของโคเนื้อ และไขมันที่คลุมตัวบอกถึงพลังงานสำรองของสัตว์ ซึ่งมีผลต่อการสืบพันธุ์และการเติบโตต่อจากนั้น

คู่มือของมหาวิทยาลัยจอร์เจียเล่าลำดับการใช้อาหารของแม่โคไว้ชัด อาหารที่กินเข้าไปจะถูกใช้ตามลำดับ คือ ดำรงชีพ เลี้ยงลูกในท้อง ผลิตน้ำนม เติบโต แล้วจึงถึงการผสมพันธุ์ เมื่อกินเกินความต้องการ ส่วนเกินจะเก็บเป็นไขมัน เมื่อกินไม่พอ แม่โคจะดึงไขมันมาใช้ และถ้าขาดหนักก็จะเริ่มดึงกล้ามเนื้อ (UGA Extension B1308) การผสมพันธุ์อยู่ท้ายลำดับ แม่โคที่ผอมจึงมักกลับมาเป็นสัดช้า

สเกล 1 ถึง 9 แต่ละคะแนนหมายถึงอะไร

คะแนน 1 คือผอมมาก ไม่มีไขมันให้คลำได้ คะแนน 5 คือปานกลาง และคะแนน 9 คืออ้วนมาก (MSU Extension P2508) ตารางด้านล่างสรุปลักษณะแต่ละคะแนนจากคู่มือของมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตตและจอร์เจีย (MSU P2508; UGA B1308)

คะแนน กลุ่ม ลักษณะที่เห็นและคลำได้
1 ผอม เห็นกระดูกไหล่ ซี่โครง หลัง ปุ่มสะโพก และปุ่มก้นชัด คลำไม่เจอไขมัน
2 ผอม ยังผอมมาก ปลายกระดูกสันหลังยังแหลมเมื่อคลำ
3 ผอม นับซี่โครงได้ง่าย เริ่มคลำเจอไขมันตามแนวสันหลังและโคนหาง
4 ก้ำกึ่ง ซี่โครงไม่เด่นชัด ปลายกระดูกสันหลังคลำได้แต่มน ไม่แหลม
5 เหมาะสม ดูดีโดยรวม ไขมันบนซี่โครงนุ่มเมื่อกด สองข้างโคนหางมีไขมัน
6 เหมาะสม ไขมันบนซี่โครงและรอบโคนหางมาก ต้องกดแรงจึงคลำกระดูกสันหลังเจอ
7 เหมาะสม ไขมันคลุมมาก ตัวดูอวบ ข้างโคนหางเริ่มมีก้อนไขมัน
8 อ้วนเกิน ตัวอวบมาก แทบคลำกระดูกสันหลังไม่ได้ ก้อนไขมันข้างโคนหางเห็นชัด
9 อ้วนเกิน ตัวเป็นทรงเหลี่ยม โคนหางและปุ่มสะโพกจมอยู่ในไขมัน อาจเดินลำบาก

การแบ่งกลุ่มในคอลัมน์ที่สองมาจากคู่มือของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ซึ่งแนะนำว่าคนที่เพิ่งหัดให้คะแนน ให้เริ่มจากจัดวัวเป็นสี่กลุ่มก่อน คือ ผอม (1 ถึง 3) ก้ำกึ่ง (4) เหมาะสม (5 ถึง 7) และอ้วนเกิน (8 ถึง 9) เมื่อคุ้นมือแล้วค่อยแยกเป็นคะแนนละเอียด คู่มือเดียวกันยอมรับว่า BCS เป็นการวัดแบบใช้ความเห็นของคนให้คะแนน คนสองคนอาจให้คะแนนวัวตัวเดียวกันต่างกันเล็กน้อย

ผมคิดว่าถ้าในฟาร์มมีคนให้คะแนนหลายคน ควรให้คะแนนวัวกลุ่มเดียวกันพร้อมกันสักครั้ง แล้วเทียบกัน จะได้รู้ว่าแต่ละคนให้คะแนนต่างกันแค่ไหนครับ

ต้องดูและคลำตรงไหนบ้าง

ดูภาพรวมของตัวก่อน แล้วไล่ดูจุดที่ไขมันสะสม ได้แก่ โคนหาง ซี่โครง ไหล่ และพื้นอก (บริเวณระหว่างขาหน้า) จากนั้นดูกระดูกที่อยู่ใกล้ผิว คือ ซี่โครง กระดูกสันหลัง ปลายกระดูกสันหลังที่ยื่นขึ้นด้านบนและยื่นออกด้านข้าง ปุ่มสะโพก (hooks) และปุ่มก้น (pins) (MSU P2508)

ลำดับที่ใช้ได้จริงในคอก

  1. มองจากด้านข้างและด้านหลัง ขณะเดินผ่านฝูงหรือขับรถผ่านแปลง คู่มือของมิสซิสซิปปีบอกว่าให้คะแนนด้วยตาแบบนี้ได้ แม้ในวันที่จับวัวไม่สะดวก
  2. คลำซี่โครง ไขมันจะนุ่มเมื่อกด ถ้ากดแล้วเจอกระดูกแข็งและแหลมแทบทันที แปลว่าไขมันน้อย
  3. คลำตามแนวกระดูกสันหลัง ดูว่าปลายกระดูกแหลม มน หรือต้องกดแรงจึงเจอ
  4. คลำโคนหาง ดูว่าสองข้างโคนหางเป็นแอ่ง เต็ม หรือมีก้อนไขมันนูน
  5. ดูปุ่มสะโพกและปุ่มก้น ว่ายื่นออกมาชัดหรือถูกไขมันคลุม

คู่มือของมิสซิสซิปปีแนะนำให้คลำเพิ่มโดยเฉพาะเมื่อหนังหย่อนหรือขนหนา เพราะในกรณีนี้การดูด้วยตาอย่างเดียวบอกได้ยากครับ

ทำไมไม่ใช้น้ำหนักตัวแทน

เพราะน้ำหนักตัวเปลี่ยนได้จากหลายเรื่องที่ไม่ใช่ไขมัน คู่มือของมิสซิสซิปปีบอกว่า BCS บอกภาวะโภชนาการได้น่าเชื่อถือกว่าน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักขึ้นลงตามน้ำและอาหารที่อยู่ในท้อง และตามน้ำหนักของลูกในท้องกับน้ำคร่ำ

วัวสองตัวที่ได้คะแนนเท่ากันอาจหนักต่างกันมาก และวัวที่หนักเท่ากันก็อาจได้คะแนนต่างกัน (MSU P2508) คู่มือของจอร์เจียเพิ่มอีกข้อว่าในงานวิจัยส่วนใหญ่ คะแนนร่างกายลดเร็วกว่าน้ำหนัก BCS จึงใช้คาดโอกาสผสมติดได้

ผมคิดว่าถ้าฟาร์มมีเครื่องชั่ง การชั่งน้ำหนักก็ยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะกับลูกวัวที่กำลังโต แต่สำหรับแม่โคท้อง คะแนนร่างกายตอบคำถามว่า "มีไขมันสำรองพอไหม" ได้ตรงกว่าครับ

แม่โคควรมีคะแนนเท่าไรตอนคลอดและตอนผสม

ตอนคลอด แม่โคที่โตเต็มที่ควรอยู่ราว 5 ถึง 6 และแม่โคสาวท้องแรกควรอยู่ที่ 6 ตามคู่มือของจอร์เจีย (UGA B1308) ส่วนคู่มือของมิสซิสซิปปีแนะนำคะแนน 5 สำหรับแม่โคโตเต็มที่ 6 สำหรับแม่โคสาว และให้แม่โคทั้งฝูงอยู่ในช่วง 5 ถึง 7 ตั้งแต่เริ่มฤดูคลอดจนจบฤดูผสม พ่อพันธุ์ควรมีคะแนน 6 ตอนเริ่มฤดูผสม

แม่โคสาวต้องการคะแนนสูงกว่าเพราะยังโตไม่เต็มที่ ต้องใช้อาหารทั้งเพื่อโตและเพื่อเลี้ยงลูก (MSU P2508)

คะแนนต่างกันหนึ่งแต้ม อัตราผสมติดต่างกันแค่ไหน

คู่มือของจอร์เจียยกข้อมูลจากงานของ Kunkle และคณะ (พ.ศ. 2537) ไว้ในตารางนี้ (UGA B1308, ตารางที่ 3)

คะแนนร่างกาย อัตราการตั้งท้อง (%) ระยะห่างการคลอด (วัน)
3 43 414
4 61 381
5 86 364
6 93 364

จากคะแนน 4 ไป 5 อัตราการตั้งท้องเพิ่มจาก 61% เป็น 86% และระยะห่างการคลอดสั้นลงเหลือราวหนึ่งปี คู่มือเดียวกันอธิบายว่าถ้าจะให้แม่โคคลอดปีละตัว แม่โคต้องผสมติดภายใน 80 ถึง 85 วันหลังคลอด

ฝั่งที่อ้วนเกินก็มีปัญหา คู่มือของจอร์เจียระบุว่าวัวคะแนน 8 ถึง 9 อาจมีอัตราการตั้งท้องลดลงด้วย และคู่มือของมิสซิสซิปปีระบุว่าการขุนให้อ้วนเกินทำให้เสียค่าอาหารมากและอาจคลอดยาก

ข้อควรรู้คือตัวเลขในตารางมาจากงานในสหรัฐอเมริกา พันธุ์วัว อาหาร และอากาศต่างจากฟาร์มไทย ผมจึงใช้ตารางนี้ดูทิศทางว่าคะแนนต่ำลงแล้วผลเสียมากขึ้น มากกว่าจะเอาตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไปใช้ตรง ๆ ครับ

ควรให้คะแนนเมื่อไรบ้าง

อย่างน้อยปีละสามครั้ง คือ ตอนหย่านมลูก ราว 90 วันก่อนคลอด และตอนผสมพันธุ์ (UGA B1308) คู่มือของมิสซิสซิปปีแนะนำช่วงที่ใกล้กัน คือ ตอนหย่านม 60 วันก่อนคลอด ตอนคลอด และตอนเริ่มฤดูผสม (MSU P2508)

แต่ละครั้งมีเหตุผลต่างกัน

  • ตอนหย่านม: ลูกเลิกดูดนมแล้ว แม่โคไม่ต้องผลิตน้ำนม คู่มือของจอร์เจียบอกว่าช่วงจากหย่านมถึงคลอดเป็นช่วงที่เพิ่มคะแนนได้ง่ายและถูกที่สุด
  • ราว 90 วันก่อนคลอด: ยังมีเวลาปรับอาหารให้แม่โคที่ต่ำกว่า 5 ขึ้นมาถึงเป้าก่อนคลอด
  • ตอนผสม: ช่วงจากคลอดถึงผสมเป็นช่วงที่เพิ่มคะแนนยากที่สุด เพราะแม่โคเพิ่งคลอดและกำลังให้นม คะแนนตอนนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมบางตัวผสมไม่ติด

คู่มือของมิสซิสซิปปียังแนะนำให้จดคะแนนไว้เป็นประจำ และใช้คะแนนช่วยแบ่งกลุ่มให้อาหาร การจดไว้ทุกรอบทำให้เห็นว่าแม่โคตัวไหนคะแนนลดลงต่อเนื่อง ซึ่งการดูครั้งเดียวไม่บอกครับ

ถ้าแม่โคผอมเกินไปต้องเพิ่มน้ำหนักเท่าไร

ต้องเพิ่มน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมต่อหนึ่งคะแนน คู่มือของจอร์เจียบอกว่าการเพิ่มหนึ่งคะแนนต้องเพิ่มน้ำหนักราว 75 ปอนด์ (UGA B1308) หรือราว 34 กิโลกรัม (ผมแปลงหน่วยเอง) คู่มือของมิสซิสซิปปีให้ช่วงกว้างกว่า คือราว 70 ถึง 140 ปอนด์ (MSU P2508) หรือราว 32 ถึง 64 กิโลกรัม ขึ้นกับคะแนนตั้งต้นและช่วงการผลิตของแม่โค

ตัวอย่างในคู่มือของมิสซิสซิปปี แม่โคหนัก 1,200 ปอนด์ (ราว 544 กิโลกรัม) ที่คะแนน 5 ต้องหนักขึ้นเป็น 108% ของน้ำหนักเดิมจึงจะได้คะแนน 6 คือต้องเพิ่ม 96 ปอนด์ (MSU P2508) หรือราว 43.5 กิโลกรัม

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าทำไมต้องให้คะแนนล่วงหน้าหลายเดือน ในงานที่คู่มือของจอร์เจียยกมา แม่โคสาวที่คลอดตอนคะแนนต่ำกว่า 5 มีอัตราการตั้งท้อง 36% เมื่อให้อาหารเพิ่มน้ำหนักช้า และแม้จะเร่งให้โตเร็วขึ้นหลังคลอด ก็ได้เพียง 67% ส่วนแม่โคสาวที่คลอดตอนคะแนน 5 ขึ้นไปมีอัตรา 91% ถึง 94% (UGA B1308, ตารางที่ 4) สำหรับแม่โคสาว คะแนนตอนคลอดจึงสำคัญกว่าการเร่งอาหารหลังคลอด

ควายและโคนมใช้สเกลเดียวกันหรือไม่

ไม่เหมือนกันเสมอไป โคนมนิยมใช้สเกล 5 คะแนน โดยคู่มือของมหาวิทยาลัยเพนน์สเตตอธิบายว่าคะแนน 1 คือผอมมาก 5 คืออ้วนมาก 3 คือปานกลาง ให้คะแนนละเอียดทีละ 0.25 และเน้นดูบริเวณสะโพกกับบั้นเอว (Penn State Extension) คะแนน 5 ในสเกลโคนมจึงไม่ใช่ความหมายเดียวกับคะแนน 5 ในสเกลโคเนื้อ เวลาอ่านเอกสารต้องดูก่อนว่าใช้สเกลไหน

สำหรับสัตว์ในเขตร้อน ทีมวิจัยที่นำโดย Eric Vall เสนอเกณฑ์ให้คะแนนแบบเดียวกันสำหรับหลายชนิด รวมถึงโคเซบูหรือโคลูกผสม และกระบือ ในวารสาร Tropical Animal Health and Production ปี พ.ศ. 2568 (Vall และคณะ, FAO AGRIS) เกณฑ์นี้มีหกระดับ ตั้งแต่ 0 (ผอมมาก) ถึง 5 (น้ำหนักเกิน) ดูจากด้านหลังและด้านขวาของตัวสัตว์ โดยพิจารณาสามบริเวณ คือ ส่วนท้าย ช่วงอกกับท้อง และไหล่กับคอ รวมสิบจุด ผู้วิจัยให้เหตุผลว่าเกณฑ์ที่ใช้กันมากส่วนใหญ่พัฒนามาจากสัตว์ในเขตอบอุ่น จึงยังไม่เหมาะกับสัตว์เขตร้อน

ถ้าเลี้ยงควาย ผมแนะนำให้ระบุไว้ในสมุดจดด้วยว่าใช้สเกลไหน แล้วใช้สเกลนั้นตลอด เพราะคะแนนจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเทียบกับคะแนนครั้งก่อนของตัวเดียวกันได้ครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ