ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

โรคคอบวมในควายคืออะไร ป้องกันอย่างไร

โรคคอบวมหรือเฮโมรายิกเซพติซีเมียในโคกระบือเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กระบือป่วยรุนแรงกว่าโค สรุปอาการ ช่วงที่ระบาด วัคซีนของกรมปศุสัตว์ และการแจ้งโรค

เริ่มต้น8 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

โรคคอบวมคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดของโคและกระบือ ชื่อทางการคือ โรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย (Haemorrhagic septicaemia หรือ HS) สัตว์ที่ป่วยมักไข้สูง หายใจหอบมีเสียงดัง คอหรือหน้าบวมแข็ง และตายเร็ว ส่วนวิธีป้องกันหลักคือฉีดวัคซีนปีละครั้งก่อนหน้าฝน ร่วมกับการไม่ทำให้สัตว์เครียดเกินไปในช่วงอากาศเปลี่ยน

สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ระบุว่าโรคคอบวมระบาดมากทั้งช่วงต้นและช่วงปลายฤดูฝน ไม่ใช่แค่ตอนฝนเริ่มตก ผมจึงรวบรวมสิ่งที่คนเลี้ยงควายควรรู้ไว้ในบทความเดียว โดยอ้างอิงจากเอกสารของกรมปศุสัตว์และองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ครับ

เส้นเวลาเป็นสัปดาห์ ฉีดวัคซีนโรคคอบวมก่อนฝนมามากกว่าหนึ่งเดือน ภูมิคุ้มกันเริ่มขึ้นราวสามสัปดาห์หลังฉีดและอยู่ตลอดหน้าฝน แล้วฉีดเข็มถัดไปเมื่อครบหนึ่งปี

โรคคอบวมเกิดจากเชื้ออะไร

โรคคอบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Pasteurella multocida บางซีโรไทป์ (serotype) เท่านั้น ในเอเชียส่วนใหญ่คือซีโรไทป์ B:2 และในแอฟริกาคือ E:2 ตามหน้าข้อมูลโรคของ WOAH ซึ่งตรงกับที่จดหมายข่าวสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ฉบับตุลาคม–พฤศจิกายน 2567 อธิบายไว้

สิ่งที่ทำให้โรคนี้ป้องกันยากคือ เชื้อไม่ได้มาจากข้างนอกเสมอไป WOAH บอกว่าเชื้อ P. multocida ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโพรงจมูกและคอหอยของสัตว์โดยไม่ก่อโรค กรมปศุสัตว์อธิบายต่อว่าสัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ (carrier) จะปล่อยเชื้อออกมาปนในอาหารและน้ำเมื่อเครียด สัตว์ตัวอื่นกินเข้าไปก็ป่วย แล้วขับเชื้อออกมาทางน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระต่อไปอีก

เชื้ออยู่ในดินและน้ำได้นานแค่ไหน

ทำไมควายเป็นโรคคอบวมรุนแรงกว่าวัว

เพราะกระบือไวต่อเชื้อนี้มากกว่าโค คู่มือมาตรฐานการวินิจฉัยและวัคซีนของ WOAH (Terrestrial Manual บทที่ 3.4.10) เขียนไว้ว่ากระบือมักไวต่อโรคนี้มากกว่าโค และแสดงอาการรุนแรงกว่า กรมปศุสัตว์ก็พูดแบบเดียวกัน ประกาศของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานีปี 2563 ระบุว่ากระบือมีอัตราป่วยและตายสูงกว่าโค

ตัวเลขจากการระบาดจริงในไทยก็เห็นภาพชัด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 อธิบดีกรมปศุสัตว์รายงานว่าที่จังหวัดมหาสารคามมีกระบือป่วย 28 ตัว ตาย 25 ตัว ส่วนที่ขอนแก่นมีกระบือป่วย 4 ตัว ตาย 1 ตัว และโคเนื้อตาย 1 ตัว ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 กรมฯ สรุปรวม 3 จังหวัด (มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี) ว่ามีเกษตรกร 13 ราย สัตว์ป่วย 51 ตัว ตาย 34 ตัว

ในพื้นที่ที่มีโรคนี้ประจำ สัตว์ที่ตายมักไม่ใช่ลูกแรกเกิด WOAH ระบุว่าการตายส่วนใหญ่อยู่ในลูกสัตว์ที่เริ่มโตและสัตว์หนุ่มสาว ซึ่งตรงกับช่วงอายุที่กรมปศุสัตว์เริ่มฉีดวัคซีน คือ 4 เดือนขึ้นไป

ทำไมโรคคอบวมมักระบาดช่วงหน้าฝน

เพราะช่วงต้นและปลายฤดูฝนอากาศเปลี่ยนเร็ว สัตว์เครียด และพื้นที่เลี้ยงเปียกแฉะ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่โรคนี้ต้องการ WOAH บอกว่าในหลายประเทศในเอเชีย การระบาดส่วนใหญ่เกิดในสภาพอากาศแบบมรสุม คือความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง

กรมปศุสัตว์ระบุสาเหตุที่ทำให้สัตว์เครียดจนเชื้อในตัวก่อโรคไว้ตรงกันหลายฉบับ ได้แก่ ต้นหรือปลายฤดูฝน การเคลื่อนย้ายสัตว์ และการใช้แรงงานสัตว์มากเกินไป ในประกาศเตือนเดือนธันวาคม 2565 อธิบดีกรมปศุสัตว์เพิ่มการอดอาหารเข้าไปด้วย และบอกว่าเมื่อร่างกายอ่อนแอ สัตว์จะป่วยและขับเชื้อออกมาปนเปื้อนอาหารและน้ำ

พูดให้เป็นงานในฟาร์มก็คือ ช่วงที่ควายลงนาไถ ช่วงที่ต้องย้ายฝูงหนีน้ำ ช่วงที่ซื้อขายหรือขนส่งสัตว์ และช่วงที่หญ้าไม่พอกิน เป็นช่วงที่ควรระวังโรคนี้เป็นพิเศษครับ

สัตว์ที่เป็นโรคคอบวมมีอาการอย่างไร

อาการหลักคือไข้สูง หายใจลำบาก น้ำลายไหล และคอ หัว หรือหน้าอกบวมแข็ง โดยสัตว์มักตายภายในเวลาไม่ถึงสองวันหลังเริ่มเห็นอาการ ระยะฟักตัวหลังได้รับเชื้อคือ 3 ถึง 5 วัน

อาการที่กรมปศุสัตว์บรรยายไว้ในประกาศของปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานีและหน้าความรู้ของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ:

  1. ไข้สูง ซึม ไม่อยากเคลื่อนไหว (สถาบันฯ ระบุไข้ 104–107 องศาฟาเรนไฮต์)
  2. น้ำลายไหล มีน้ำมูก ไม่เคี้ยวเอื้อง
  3. คอ หัว ไหล่ และหน้าอกบวมแข็งและร้อน
  4. อ้าปากหายใจ ยืดคอไปข้างหน้า หายใจหอบลึกและถี่ มีเสียงดัง
  5. ท้องอืด อุจจาระมีมูกเลือดปน
  6. ล้มลงและตายภายใน 6 ถึง 24 ชั่วโมงหลังเริ่มเห็นอาการ

จดหมายข่าวของสถาบันฯ ให้ช่วงเวลาไว้ใกล้กัน คือส่วนใหญ่ตายภายใน 18 ถึง 30 ชั่วโมงหลังแสดงอาการ และบางตัวอาจตายทันทีโดยยังไม่ทันแสดงอาการ ถ้าเป็นแบบที่ไม่เฉียบพลันมาก สถาบันฯ ระบุว่าสัตว์จะตายภายใน 2 ถึง 3 วัน

ข้อที่ต้องจำคือ เวลามีน้อยมาก WOAH ระบุว่าอัตราตายของสัตว์ป่วยเกือบร้อยละ 100 ถ้าไม่ได้รักษาตั้งแต่ระยะแรก และโรคนี้ยังเกิดแทรกซ้อนตามหลังการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยได้ด้วย

วัคซีนโรคคอบวมต้องฉีดเมื่อไร และบ่อยแค่ไหน

ฉีดให้โคและกระบือที่อายุ 4 เดือนขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง และควรฉีดก่อนฤดูฝนอย่างน้อยหนึ่งเดือน นี่คือคำแนะนำจากหน้าความรู้ของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ และจดหมายข่าวของสถาบันฯ

วัคซีนของกรมปศุสัตว์เป็นแบบไหน

วัคซีนโรคคอบวมที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ผลิต เป็นวัคซีนเชื้อตายชนิดสื่อน้ำในน้ำมัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อลึก ฉลากระบุว่า:

เรื่อง ข้อมูลบนหน้าของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ
อายุที่เริ่มฉีด 4 เดือนขึ้นไป
ความถี่ ปีละครั้ง
เริ่มคุ้มโรค 3 สัปดาห์หลังฉีด
คุ้มโรคได้นาน 15 เดือน

ขนาดฉีดและวิธีฉีดให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสัตวแพทย์เป็นคนทำครับ ผมไม่ใส่ไว้ในบทความนี้ เพราะต้องดูตามฉลากของวัคซีนรุ่นที่ใช้จริง

ทำไมต้องฉีดซ้ำทุกปีทั้งที่ฉลากบอก 15 เดือน

เพราะภูมิคุ้มกันของลูกสัตว์ที่ฉีดเข็มแรกอาจสั้นกว่านั้น WOAH ระบุว่าวัคซีนเข็มเดียวในลูกสัตว์อายุ 4 ถึง 6 เดือนคุ้มโรคได้ 3 ถึง 4 เดือนถ้าเป็นวัคซีนแบบตกตะกอนด้วยสารส้ม (APV) และ 6 ถึง 9 เดือนถ้าเป็นแบบน้ำมัน (OAV) WOAH จึงแนะนำว่าในฟาร์มที่ทำได้ ให้ฉีดวัคซีนแบบน้ำมันตอนอายุ 4 ถึง 6 เดือน ฉีดกระตุ้นอีก 3 ถึง 6 เดือนต่อมา แล้วฉีดซ้ำทุกปี

ถ้าฟาร์มหรือหมู่บ้านไม่สามารถตามฉีดสัตว์ทีละตัวตามอายุได้ คู่มือเดียวกันแนะนำให้ฉีดสัตว์ทุกตัวที่อายุเกิน 4 เดือนปีละครั้ง และฉีดลูกสัตว์อายุต่ำกว่า 1 ปีซ้ำอีกครั้ง 6 เดือนต่อมา ผมคิดว่านี่คือเหตุผลที่ควรถามปศุสัตว์อำเภอว่าลูกควายที่ฉีดเข็มแรกไปแล้วต้องฉีดกระตุ้นเมื่อไร แทนที่จะรอรอบรณรงค์ปีถัดไปอย่างเดียวครับ

หลังฉีดอาจเห็นอะไรได้บ้าง

WOAH ระบุว่าวัคซีนแบบน้ำมันที่รั่วเข้าใต้ผิวหนังบางครั้งทำให้เกิดก้อนแข็งตรงจุดฉีด และวัคซีนแบบ APV อาจทำให้สัตว์มีอาการช็อกได้เป็นครั้งคราว ถ้าสัตว์มีอาการผิดปกติหลังฉีด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่มาฉีด

ฉีดวัคซีนแล้วได้อะไรนอกจากป้องกันโรค

จดหมายข่าวของสถาบันฯ ระบุว่าเฉพาะสัตว์ที่ฉีดวัคซีนเฮโมมาก่อนจึงจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย หากสัตว์ตายด้วยโรคนี้ จึงควรเก็บหลักฐานการฉีดวัคซีนของสัตว์แต่ละตัวไว้ให้ดีครับ

ถ้าสงสัยว่าสัตว์เป็นโรคคอบวมต้องทำอย่างไร

ให้แยกตัวที่ป่วยออกจากฝูง แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และงดเคลื่อนย้ายสัตว์ เพราะยาปฏิชีวนะได้ผลเฉพาะเมื่อให้ตั้งแต่เริ่มป่วย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติระบุว่าการรักษาจะได้ผลดีเมื่อทำขณะสัตว์เริ่มแสดงอาการ

WOAH เตือนว่าควรเลือกยาปฏิชีวนะตามผลทดสอบความไวของเชื้อ เพราะเริ่มพบเชื้อที่ดื้อยาหลายชนิด ส่วนจดหมายข่าวของสถาบันฯ บอกว่าต้องใช้ยาให้ถูกชนิด ปริมาณ และระยะเวลา การซื้อยามาฉีดเองจึงเสี่ยงทั้งต่อตัวสัตว์และต่อการดื้อยาครับ

สิ่งที่ควรทำเมื่อพบสัตว์ป่วยหรือตาย

  1. แยกตัวที่ป่วยออกจากฝูง แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ในท้องที่โดยเร็ว
  2. ช่องทางที่กรมปศุสัตว์ให้ไว้ในประกาศเตือนเดือนธันวาคม 2565 คือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. แอป DLD 4.0 หรือสายด่วน 06-3225-6888
  3. สัตว์ที่ตายไม่ควรนำไปกิน ควรฝังหรือเผา
  4. เมื่อสัมผัสสัตว์ป่วยแล้ว ให้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าก่อนเข้าคอกสัตว์ที่ปกติ
  5. ถ้าในพื้นที่มีการระบาด ห้ามพาสัตว์ไปเลี้ยงในทุ่ง นา หรือปลักที่สัตว์ป่วยเคยใช้

เจ้าหน้าที่จะทำอะไรในพื้นที่ที่พบโรค

โรคคอบวมเป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อพบโรค ปศุสัตว์อำเภอประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวได้ และในเขตนั้นห้ามเคลื่อนย้ายโค กระบือ หรือซากสัตว์ เข้า ออก หรือผ่าน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์

ตัวอย่างจากการระบาดเดือนกรกฎาคม 2563 กรมปศุสัตว์เก็บตัวอย่างส่งเพาะเชื้อและทดสอบยา ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว สั่งกักสัตว์ ตั้งจุดตรวจ ฉีดวัคซีนโคกระบือในรัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค และฝังซากพร้อมทำลายเชื้อ สรุปเมื่อ 31 กรกฎาคม 2563 ว่าฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรค9,676 ตัว และฉีดแบบปูพรมในพื้นที่ข้างเคียงอีก 67,565 ตัว

โรคคอบวมติดคนได้ไหม

ซีโรไทป์ที่ทำให้เกิดโรคคอบวมยังไม่มีรายงานยืนยันว่าติดคน WOAH ระบุว่ายังไม่มีรายงานยืนยันการติดเชื้อ P. multocida B:2 และ E:2 ในคน แต่ P. multocida ซีโรไทป์อื่นติดคนได้ จึงควรป้องกันตัวเวลาจับต้องสัตว์ป่วยหรือซาก เช่น ใส่ถุงมือและล้างมือ กรมปศุสัตว์ก็ระบุในประกาศปี 2563 ว่าโรคนี้เป็นโรคสัตว์ที่ไม่ติดคน

เช็กลิสต์ก่อนหน้าฝนปีหน้า

  • สัตว์ทุกตัวที่อายุ 4 เดือนขึ้นไปได้วัคซีนโรคคอบวมแล้ว อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนฝนมา
  • ลูกสัตว์ที่ฉีดเข็มแรกแล้ว ถามปศุสัตว์อำเภอเรื่องเข็มกระตุ้น
  • เก็บหลักฐานการฉีดวัคซีนไว้ทุกตัว
  • คอกมีหลังคากันฝนและลม มีวัสดุรองพื้น และทำความสะอาดพ่นยาฆ่าเชื้ออยู่เสมอ ตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์แนะนำ
  • เตรียมน้ำสะอาดและอาหารสัตว์ให้พอ ไม่ให้สัตว์อดอาหารช่วงที่ฝนตกหนักหรือน้ำท่วม
  • เลี่ยงการซื้อขายหรือขนย้ายสัตว์ในช่วงที่มีข่าวโรคระบาดในพื้นที่ใกล้เคียง
  • จดเบอร์ปศุสัตว์อำเภอไว้ในโทรศัพท์ และติดตั้งแอป DLD 4.0

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ