โรคคอบวมในควายคืออะไร ป้องกันอย่างไร
โรคคอบวมหรือเฮโมรายิกเซพติซีเมียในโคกระบือเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กระบือป่วยรุนแรงกว่าโค สรุปอาการ ช่วงที่ระบาด วัคซีนของกรมปศุสัตว์ และการแจ้งโรค
เริ่มต้น8 นาทีในการอ่าน
HS VACCINE (1 column = 1 week) rainy season ' ' ' ' ' ^__^ ' ' '' (oo) ' ' ' ' ' ' ' ' ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ immune ●───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼─── wk0 3 wk52 dose 1+ month before rains | immune from ~wk3 | yearly
ในบทความนี้
โรคคอบวมคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดของโคและกระบือ ชื่อทางการคือ โรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย (Haemorrhagic septicaemia หรือ HS) สัตว์ที่ป่วยมักไข้สูง หายใจหอบมีเสียงดัง คอหรือหน้าบวมแข็ง และตายเร็ว ส่วนวิธีป้องกันหลักคือฉีดวัคซีนปีละครั้งก่อนหน้าฝน ร่วมกับการไม่ทำให้สัตว์เครียดเกินไปในช่วงอากาศเปลี่ยน
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ระบุว่าโรคคอบวมระบาดมากทั้งช่วงต้นและช่วงปลายฤดูฝน ไม่ใช่แค่ตอนฝนเริ่มตก ผมจึงรวบรวมสิ่งที่คนเลี้ยงควายควรรู้ไว้ในบทความเดียว โดยอ้างอิงจากเอกสารของกรมปศุสัตว์และองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ครับ
HS VACCINE (1 column = 1 week) rainy season ' ' ' ' ' ^__^ ' ' '' (oo) ' ' ' ' ' ' ' ' ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ immune ●───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼───┼─── wk0 3 wk52 dose 1+ month before rains | immune from ~wk3 | yearly
โรคคอบวมเกิดจากเชื้ออะไร
โรคคอบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Pasteurella multocida บางซีโรไทป์ (serotype) เท่านั้น ในเอเชียส่วนใหญ่คือซีโรไทป์ B:2 และในแอฟริกาคือ E:2 ตามหน้าข้อมูลโรคของ WOAH ซึ่งตรงกับที่จดหมายข่าวสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ฉบับตุลาคม–พฤศจิกายน 2567 อธิบายไว้
สิ่งที่ทำให้โรคนี้ป้องกันยากคือ เชื้อไม่ได้มาจากข้างนอกเสมอไป WOAH บอกว่าเชื้อ P. multocida ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโพรงจมูกและคอหอยของสัตว์โดยไม่ก่อโรค กรมปศุสัตว์อธิบายต่อว่าสัตว์ที่เป็นตัวเก็บเชื้อ (carrier) จะปล่อยเชื้อออกมาปนในอาหารและน้ำเมื่อเครียด สัตว์ตัวอื่นกินเข้าไปก็ป่วย แล้วขับเชื้อออกมาทางน้ำมูก น้ำลาย และอุจจาระต่อไปอีก
เชื้ออยู่ในดินและน้ำได้นานแค่ไหน
- ในแปลงหญ้า เชื้ออยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมง แต่ในดินที่ชื้นแฉะอาจอยู่ได้นานถึง 1 เดือน
- จดหมายข่าวของสถาบันฯ ระบุว่าในพื้นคอกที่เปียกแฉะเป็นโคลนปลัก เชื้ออยู่ได้นานสองถึงสามสัปดาห์ จึงเกิดการติดเชื้อซ้ำในพื้นที่ที่เคยระบาด
- เชื้อถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป และตายที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส
ทำไมควายเป็นโรคคอบวมรุนแรงกว่าวัว
เพราะกระบือไวต่อเชื้อนี้มากกว่าโค คู่มือมาตรฐานการวินิจฉัยและวัคซีนของ WOAH (Terrestrial Manual บทที่ 3.4.10) เขียนไว้ว่ากระบือมักไวต่อโรคนี้มากกว่าโค และแสดงอาการรุนแรงกว่า กรมปศุสัตว์ก็พูดแบบเดียวกัน ประกาศของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานีปี 2563 ระบุว่ากระบือมีอัตราป่วยและตายสูงกว่าโค
ตัวเลขจากการระบาดจริงในไทยก็เห็นภาพชัด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 อธิบดีกรมปศุสัตว์รายงานว่าที่จังหวัดมหาสารคามมีกระบือป่วย 28 ตัว ตาย 25 ตัว ส่วนที่ขอนแก่นมีกระบือป่วย 4 ตัว ตาย 1 ตัว และโคเนื้อตาย 1 ตัว ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 กรมฯ สรุปรวม 3 จังหวัด (มหาสารคาม ขอนแก่น อุดรธานี) ว่ามีเกษตรกร 13 ราย สัตว์ป่วย 51 ตัว ตาย 34 ตัว
ในพื้นที่ที่มีโรคนี้ประจำ สัตว์ที่ตายมักไม่ใช่ลูกแรกเกิด WOAH ระบุว่าการตายส่วนใหญ่อยู่ในลูกสัตว์ที่เริ่มโตและสัตว์หนุ่มสาว ซึ่งตรงกับช่วงอายุที่กรมปศุสัตว์เริ่มฉีดวัคซีน คือ 4 เดือนขึ้นไป
ทำไมโรคคอบวมมักระบาดช่วงหน้าฝน
เพราะช่วงต้นและปลายฤดูฝนอากาศเปลี่ยนเร็ว สัตว์เครียด และพื้นที่เลี้ยงเปียกแฉะ ซึ่งเป็นสองสิ่งที่โรคนี้ต้องการ WOAH บอกว่าในหลายประเทศในเอเชีย การระบาดส่วนใหญ่เกิดในสภาพอากาศแบบมรสุม คือความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง
กรมปศุสัตว์ระบุสาเหตุที่ทำให้สัตว์เครียดจนเชื้อในตัวก่อโรคไว้ตรงกันหลายฉบับ ได้แก่ ต้นหรือปลายฤดูฝน การเคลื่อนย้ายสัตว์ และการใช้แรงงานสัตว์มากเกินไป ในประกาศเตือนเดือนธันวาคม 2565 อธิบดีกรมปศุสัตว์เพิ่มการอดอาหารเข้าไปด้วย และบอกว่าเมื่อร่างกายอ่อนแอ สัตว์จะป่วยและขับเชื้อออกมาปนเปื้อนอาหารและน้ำ
พูดให้เป็นงานในฟาร์มก็คือ ช่วงที่ควายลงนาไถ ช่วงที่ต้องย้ายฝูงหนีน้ำ ช่วงที่ซื้อขายหรือขนส่งสัตว์ และช่วงที่หญ้าไม่พอกิน เป็นช่วงที่ควรระวังโรคนี้เป็นพิเศษครับ
สัตว์ที่เป็นโรคคอบวมมีอาการอย่างไร
อาการหลักคือไข้สูง หายใจลำบาก น้ำลายไหล และคอ หัว หรือหน้าอกบวมแข็ง โดยสัตว์มักตายภายในเวลาไม่ถึงสองวันหลังเริ่มเห็นอาการ ระยะฟักตัวหลังได้รับเชื้อคือ 3 ถึง 5 วัน
อาการที่กรมปศุสัตว์บรรยายไว้ในประกาศของปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานีและหน้าความรู้ของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ:
- ไข้สูง ซึม ไม่อยากเคลื่อนไหว (สถาบันฯ ระบุไข้ 104–107 องศาฟาเรนไฮต์)
- น้ำลายไหล มีน้ำมูก ไม่เคี้ยวเอื้อง
- คอ หัว ไหล่ และหน้าอกบวมแข็งและร้อน
- อ้าปากหายใจ ยืดคอไปข้างหน้า หายใจหอบลึกและถี่ มีเสียงดัง
- ท้องอืด อุจจาระมีมูกเลือดปน
- ล้มลงและตายภายใน 6 ถึง 24 ชั่วโมงหลังเริ่มเห็นอาการ
จดหมายข่าวของสถาบันฯ ให้ช่วงเวลาไว้ใกล้กัน คือส่วนใหญ่ตายภายใน 18 ถึง 30 ชั่วโมงหลังแสดงอาการ และบางตัวอาจตายทันทีโดยยังไม่ทันแสดงอาการ ถ้าเป็นแบบที่ไม่เฉียบพลันมาก สถาบันฯ ระบุว่าสัตว์จะตายภายใน 2 ถึง 3 วัน
ข้อที่ต้องจำคือ เวลามีน้อยมาก WOAH ระบุว่าอัตราตายของสัตว์ป่วยเกือบร้อยละ 100 ถ้าไม่ได้รักษาตั้งแต่ระยะแรก และโรคนี้ยังเกิดแทรกซ้อนตามหลังการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยได้ด้วย
วัคซีนโรคคอบวมต้องฉีดเมื่อไร และบ่อยแค่ไหน
ฉีดให้โคและกระบือที่อายุ 4 เดือนขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง และควรฉีดก่อนฤดูฝนอย่างน้อยหนึ่งเดือน นี่คือคำแนะนำจากหน้าความรู้ของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ และจดหมายข่าวของสถาบันฯ
วัคซีนของกรมปศุสัตว์เป็นแบบไหน
วัคซีนโรคคอบวมที่สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ผลิต เป็นวัคซีนเชื้อตายชนิดสื่อน้ำในน้ำมัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อลึก ฉลากระบุว่า:
| เรื่อง | ข้อมูลบนหน้าของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ |
|---|---|
| อายุที่เริ่มฉีด | 4 เดือนขึ้นไป |
| ความถี่ | ปีละครั้ง |
| เริ่มคุ้มโรค | 3 สัปดาห์หลังฉีด |
| คุ้มโรคได้นาน | 15 เดือน |
ขนาดฉีดและวิธีฉีดให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสัตวแพทย์เป็นคนทำครับ ผมไม่ใส่ไว้ในบทความนี้ เพราะต้องดูตามฉลากของวัคซีนรุ่นที่ใช้จริง
ทำไมต้องฉีดซ้ำทุกปีทั้งที่ฉลากบอก 15 เดือน
เพราะภูมิคุ้มกันของลูกสัตว์ที่ฉีดเข็มแรกอาจสั้นกว่านั้น WOAH ระบุว่าวัคซีนเข็มเดียวในลูกสัตว์อายุ 4 ถึง 6 เดือนคุ้มโรคได้ 3 ถึง 4 เดือนถ้าเป็นวัคซีนแบบตกตะกอนด้วยสารส้ม (APV) และ 6 ถึง 9 เดือนถ้าเป็นแบบน้ำมัน (OAV) WOAH จึงแนะนำว่าในฟาร์มที่ทำได้ ให้ฉีดวัคซีนแบบน้ำมันตอนอายุ 4 ถึง 6 เดือน ฉีดกระตุ้นอีก 3 ถึง 6 เดือนต่อมา แล้วฉีดซ้ำทุกปี
ถ้าฟาร์มหรือหมู่บ้านไม่สามารถตามฉีดสัตว์ทีละตัวตามอายุได้ คู่มือเดียวกันแนะนำให้ฉีดสัตว์ทุกตัวที่อายุเกิน 4 เดือนปีละครั้ง และฉีดลูกสัตว์อายุต่ำกว่า 1 ปีซ้ำอีกครั้ง 6 เดือนต่อมา ผมคิดว่านี่คือเหตุผลที่ควรถามปศุสัตว์อำเภอว่าลูกควายที่ฉีดเข็มแรกไปแล้วต้องฉีดกระตุ้นเมื่อไร แทนที่จะรอรอบรณรงค์ปีถัดไปอย่างเดียวครับ
หลังฉีดอาจเห็นอะไรได้บ้าง
WOAH ระบุว่าวัคซีนแบบน้ำมันที่รั่วเข้าใต้ผิวหนังบางครั้งทำให้เกิดก้อนแข็งตรงจุดฉีด และวัคซีนแบบ APV อาจทำให้สัตว์มีอาการช็อกได้เป็นครั้งคราว ถ้าสัตว์มีอาการผิดปกติหลังฉีด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่มาฉีด
ฉีดวัคซีนแล้วได้อะไรนอกจากป้องกันโรค
จดหมายข่าวของสถาบันฯ ระบุว่าเฉพาะสัตว์ที่ฉีดวัคซีนเฮโมมาก่อนจึงจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย หากสัตว์ตายด้วยโรคนี้ จึงควรเก็บหลักฐานการฉีดวัคซีนของสัตว์แต่ละตัวไว้ให้ดีครับ
ถ้าสงสัยว่าสัตว์เป็นโรคคอบวมต้องทำอย่างไร
ให้แยกตัวที่ป่วยออกจากฝูง แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที และงดเคลื่อนย้ายสัตว์ เพราะยาปฏิชีวนะได้ผลเฉพาะเมื่อให้ตั้งแต่เริ่มป่วย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติระบุว่าการรักษาจะได้ผลดีเมื่อทำขณะสัตว์เริ่มแสดงอาการ
WOAH เตือนว่าควรเลือกยาปฏิชีวนะตามผลทดสอบความไวของเชื้อ เพราะเริ่มพบเชื้อที่ดื้อยาหลายชนิด ส่วนจดหมายข่าวของสถาบันฯ บอกว่าต้องใช้ยาให้ถูกชนิด ปริมาณ และระยะเวลา การซื้อยามาฉีดเองจึงเสี่ยงทั้งต่อตัวสัตว์และต่อการดื้อยาครับ
สิ่งที่ควรทำเมื่อพบสัตว์ป่วยหรือตาย
- แยกตัวที่ป่วยออกจากฝูง แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ในท้องที่โดยเร็ว
- ช่องทางที่กรมปศุสัตว์ให้ไว้ในประกาศเตือนเดือนธันวาคม 2565 คือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. แอป DLD 4.0 หรือสายด่วน 06-3225-6888
- สัตว์ที่ตายไม่ควรนำไปกิน ควรฝังหรือเผา
- เมื่อสัมผัสสัตว์ป่วยแล้ว ให้อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าก่อนเข้าคอกสัตว์ที่ปกติ
- ถ้าในพื้นที่มีการระบาด ห้ามพาสัตว์ไปเลี้ยงในทุ่ง นา หรือปลักที่สัตว์ป่วยเคยใช้
เจ้าหน้าที่จะทำอะไรในพื้นที่ที่พบโรค
โรคคอบวมเป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อพบโรค ปศุสัตว์อำเภอประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวได้ และในเขตนั้นห้ามเคลื่อนย้ายโค กระบือ หรือซากสัตว์ เข้า ออก หรือผ่าน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์
ตัวอย่างจากการระบาดเดือนกรกฎาคม 2563 กรมปศุสัตว์เก็บตัวอย่างส่งเพาะเชื้อและทดสอบยา ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว สั่งกักสัตว์ ตั้งจุดตรวจ ฉีดวัคซีนโคกระบือในรัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดเกิดโรค และฝังซากพร้อมทำลายเชื้อ สรุปเมื่อ 31 กรกฎาคม 2563 ว่าฉีดวัคซีนรอบจุดเกิดโรค9,676 ตัว และฉีดแบบปูพรมในพื้นที่ข้างเคียงอีก 67,565 ตัว
โรคคอบวมติดคนได้ไหม
ซีโรไทป์ที่ทำให้เกิดโรคคอบวมยังไม่มีรายงานยืนยันว่าติดคน WOAH ระบุว่ายังไม่มีรายงานยืนยันการติดเชื้อ P. multocida B:2 และ E:2 ในคน แต่ P. multocida ซีโรไทป์อื่นติดคนได้ จึงควรป้องกันตัวเวลาจับต้องสัตว์ป่วยหรือซาก เช่น ใส่ถุงมือและล้างมือ กรมปศุสัตว์ก็ระบุในประกาศปี 2563 ว่าโรคนี้เป็นโรคสัตว์ที่ไม่ติดคน
เช็กลิสต์ก่อนหน้าฝนปีหน้า
- สัตว์ทุกตัวที่อายุ 4 เดือนขึ้นไปได้วัคซีนโรคคอบวมแล้ว อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนฝนมา
- ลูกสัตว์ที่ฉีดเข็มแรกแล้ว ถามปศุสัตว์อำเภอเรื่องเข็มกระตุ้น
- เก็บหลักฐานการฉีดวัคซีนไว้ทุกตัว
- คอกมีหลังคากันฝนและลม มีวัสดุรองพื้น และทำความสะอาดพ่นยาฆ่าเชื้ออยู่เสมอ ตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์แนะนำ
- เตรียมน้ำสะอาดและอาหารสัตว์ให้พอ ไม่ให้สัตว์อดอาหารช่วงที่ฝนตกหนักหรือน้ำท่วม
- เลี่ยงการซื้อขายหรือขนย้ายสัตว์ในช่วงที่มีข่าวโรคระบาดในพื้นที่ใกล้เคียง
- จดเบอร์ปศุสัตว์อำเภอไว้ในโทรศัพท์ และติดตั้งแอป DLD 4.0
แหล่งอ้างอิง
- WOAH: Haemorrhagic septicaemia (หน้าข้อมูลโรค)
- WOAH: Terrestrial Manual บทที่ 3.4.10 Haemorrhagic septicaemia (ปรับปรุงล่าสุด พ.ศ. 2564)
- สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์: โรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมีย (Haemorrhagic septicemia)
- สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์: จดหมายข่าว ปีที่ 24 ฉบับที่ 1 (ตุลาคม–พฤศจิกายน 2567) โรคคอบวมหรือเฮโมรายิกเซปทิซีเมียในโคกระบือ
- สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์: โรคสัตว์สำคัญที่ต้องระวังในช่วงฤดูฝน
- แนวหน้า (28 ก.ค. 2563): 'กรมปศุสัตว์' ส่งชุดเฉพาะกิจเร่งควบคุมโรคคอบวม 'มหาสารคาม-ขอนแก่น'
- แนวหน้า (1 ส.ค. 2563): 'กรมปศุสัตว์' ยันสถานการณ์โรคเฮโมรายิกเซพติคซีเมีย อยู่ในระดับควบคุมได้
- แนวหน้า (25 ส.ค. 2563): เตือนเกษตรกร อ.หนองหาน โรคคอบวมโค-กระบือระบาด งดเคลื่อนย้ายสัตว์-ฉีดวัคซีน
- เดลินิวส์ (9 ธ.ค. 2565): กรมปศุสัตว์เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและกระบือในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง
อ่านต่อ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ปศุสัตว์ไทย
โรคปากและเท้าเปื่อยในวัวควาย 5 ความเชื่อที่ไม่จริง
โรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคและกระบือไม่ค่อยทำให้สัตว์โตตาย แต่ทำให้ผอม ลูกสัตว์ตาย และขายสัตว์ไม่ได้ บทความนี้เทียบ 5 ความเชื่อกับข้อมูล WOAH และกรมปศุสัตว์
เริ่มต้น9 นาที
- FMD
- foot-and-mouth disease
- buffalo
- beef cattle
- vaccination
- biosecurity
- DLD
ปศุสัตว์ไทย
ควรถ่ายพยาธิวัวควายเมื่อไร
กำหนดถ่ายพยาธิโคกระบือตามคำแนะนำกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่ลูกสัตว์อายุ 3 สัปดาห์ สัตว์โตปีละ 2 ครั้ง และเดือนที่ควรถ่ายพยาธิใบไม้ตับ พร้อมเรื่องพยาธิดื้อยา
เริ่มต้น7 นาที
- deworming
- liver fluke
- roundworms
- buffalo
- beef cattle
- calves
- DLD
ปศุสัตว์ไทย
โรคลัมปีสกินปี 2564 บทเรียนที่คนเลี้ยงวัวควรรู้
โรคลัมปีสกิน (LSD) ระบาดในโคและกระบือทั่วไทยปี 2564 แมลงดูดเลือดพาโรคจากคอกสู่คอก วัคซีนกับการคุมการเคลื่อนย้ายช่วยคุมโรค พร้อม 5 วิธีป้องกันสำหรับฟาร์มเล็ก
ปานกลาง10 นาที
- lumpy skin disease
- LSD
- beef cattle
- vaccination
- biosecurity
- DLD