ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

วันอนุรักษ์ควายไทย 14 พฤษภาคม มีที่มาจากธนาคารโค-กระบือ

วันอนุรักษ์ควายไทยตรงกับ 14 พฤษภาคม วันที่มีพระราชกระแสเรื่องโครงการธนาคารโค-กระบือครั้งแรก เล่าว่ากระบือไทยลดลงอย่างไรในยุครถไถ และธนาคารให้ยืมสัตว์แบบไหน

เริ่มต้น9 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

ทุกวันที่ 14 พฤษภาคม ประเทศไทยมี "วันอนุรักษ์ควายไทย" ครับ วันนี้ไม่ได้เลือกมาลอย ๆ แต่เป็นวันที่ระลึกถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2523 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับโครงการธนาคารโค-กระบือเป็นครั้งแรก (สผ., 2569)

ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมประเทศหนึ่งต้องมีวันสำหรับสัตว์ที่อยู่กับคนไทยมานานขนาดนี้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือเล่าเรื่องไปตามลำดับเวลา เริ่มจากในนาข้าว ผ่านยุคที่รถไถเดินตามเข้ามา และจบที่ธนาคารที่ให้ยืมควายแทนการให้ยืมเงิน ตัวเลขทุกตัวในบทความนี้มีลิงก์ไปยังแหล่งที่มา ส่วนไหนผมคำนวณเอง ผมจะบอกไว้ครับ

ควายปลักยืนอยู่กลางพงหญ้าและพืชน้ำ ที่จังหวัดสุโขทัย
ภาพ: Bernard DUPONT, CC BY-SA 2.0, Wikimedia Commons

ตอนที่ 1: ควายในนาข้าว

ควายบ้านมีสองแบบ ควายแม่น้ำ (river buffalo) มีโครโมโซม 50 แท่ง ส่วน ควายปลัก (swamp buffalo) มี 48 แท่ง (Pineda และคณะ 2564) ควายในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นควายปลัก (สผ., 2564) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงควายปลักไว้ใช้แรงงานเป็นหลัก ส่วนนม เนื้อ หนัง และเขา เป็นรายได้เสริม (Pineda และคณะ 2564)

เอกสารเผยแพร่ของ FAO เมื่อปี 2543 สรุปไว้ว่าทำไมควายจึงมีประโยชน์มากในนาข้าว (FAO, 2543)

  • ทำงานได้ดีใน นาที่เปียกและมีน้ำขัง อย่างนาโคลน และลากเกวียนบรรทุกของได้หนักกว่าวัว
  • ควายโตเต็มวัยหนึ่งตัวให้ มูลสดปีละ 4 ถึง 6 ตัน ซึ่งกลับไปเป็นปุ๋ยให้ดิน
  • กิน อาหารคุณภาพต่ำ เช่น ฟางข้าวและเศษพืช แล้วเติบโตได้ดีกว่าวัว
  • เป็น เงินออม ของครอบครัว ขายได้เมื่อต้องใช้เงิน เช่น ค่าเทอม งานแต่ง หรือปีที่นาเสียหาย

แล้วฟาร์มพึ่งควายมากแค่ไหน งานวิจัยเรื่องภาคอีสานชิ้นหนึ่งอ้างถึงการศึกษาในหมู่บ้านที่ตีพิมพ์ในปี 2514 ซึ่งพบว่าราว 70% ของครัวเรือนในหมู่บ้านที่ศึกษามีและดูแลควาย และการเตรียมดินเพาะปลูกแทบทั้งหมดพึ่งแรงควาย (Simaraks และคณะ 2546) นี่เป็นข้อมูลภาคเดียวในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็พอให้เห็นภาพว่าควายสำคัญแค่ไหนครับ

ตอนที่ 2: ยุครถไถ

งานวิจัยชิ้นเดียวกันเล่าต่อว่า ในภาคอีสาน จำนวนควายลดลงจาก 3.6 ล้านตัวในปี 2519 เหลือ 2.3 ล้านตัวในปี 2540 (Simaraks และคณะ 2546) คิดเป็นลดลงราว 36% (ผมคำนวณเอง) ผู้วิจัยบอกว่าแยกเหตุกับผลออกจากกันได้ยาก แต่เล่าลำดับการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้

  • ป่าถูกถางแล้วเปลี่ยนเป็นไร่พืชเศรษฐกิจ เช่น ปอและมันสำปะหลัง
  • ราคาสัตว์ไม่จูงใจพอให้เกษตรกรเลี้ยงต่อ
  • นโยบายสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่งเสริมให้เปลี่ยนจากสัตว์มาใช้ รถไถเดินตาม
  • แรงงานจำนวนมากย้ายเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ เหลือคนในบ้านดูแลสัตว์น้อยลง ฟาร์มจึงหันไปใช้เครื่องจักรมากขึ้นอีก
นาแปลงเดียว แรงงานสองแบบ: ควายไถไปได้ส่วนหนึ่ง แล้วรถไถเดินตามรับช่วงต่อและไถเสร็จเร็วกว่า

งานของควายในฟาร์ม ทั้งการเตรียมดินในนาและในไร่ การกำจัดวัชพืช และการนวดข้าว ยังไม่ได้หายไปเสียทีเดียว แต่ลดลงมาก และส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยรถไถเล็ก ยาฆ่าหญ้า และเครื่องนวดข้าวเคลื่อนที่ (Simaraks และคณะ 2546) ผู้วิจัยยังชั่งข้อดีข้อเสียไว้ด้วย เมื่อขาดแรงงาน เครื่องจักรช่วยให้เกษตรกรทำงานเสร็จเร็วและทันเวลา แต่ต้องใช้น้ำมันซึ่งส่วนใหญ่นำเข้า เวลาเสียมักต้องพึ่งช่างจากนอกชุมชน และต่างจากสัตว์ตรงที่เกษตรกรขยายพันธุ์และเลี้ยงเองไม่ได้ครับ

ควายปลักยืนอยู่กลางนาข้าวเขียวที่ยโสธร ขณะที่เกษตรกรสองคนใช้รถไถเดินตามทำนา
ภาพ: Pawyilee, สาธารณสมบัติ, Wikimedia Commons

เอกสารของ FAO ให้เหตุผลเพิ่มเติมในระดับประเทศ (FAO, 2543) โครงการของรัฐส่งเสริมการใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะรถไถเดินตาม ผ่านเงินอุดหนุนและสินเชื่อมานานกว่ายี่สิบปี รถไถถูกมองว่าช่วยยกฐานะทางสังคม ส่วนควายกลับถูกมองว่าเชย ความต้องการเนื้อควายเพิ่มขึ้น แต่มีควายทดแทนตัวที่ถูกฆ่าไม่พอ ปุ๋ยเคมีเข้ามาแทนมูลสัตว์ และครอบครัวเล็กลง ตารางในเอกสารแสดงว่าควายในไทยลดลงจาก 5,708,000 ตัวในปี 2531 เหลือ 1,951,000 ตัวในปี 2541 เอกสารบอกว่าตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน (ประเทศอื่นส่วนใหญ่ในตารางเปลี่ยนแปลงน้อยกว่ามาก) ตัวเลขปี 2541 เป็นค่าประมาณของกรมปศุสัตว์

น่ารู้: เอกสารของ FAO เตือนไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยอาจเกิดต่อในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ เมื่อฟาร์มรายย่อยในประเทศเหล่านั้นหันมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น (FAO, 2543)

ตอนที่ 3: ธนาคารที่ให้ยืมควาย

คำตอบของไทยสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีโค-กระบือเป็นของตัวเอง คือธนาคารแบบพิเศษ ตามข้อมูลของ สผ. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ มีพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับ โครงการธนาคารโค-กระบือ เป็นครั้งแรกเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2523 (สผ., 2569) โครงการนี้ดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ เอกสารของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายวัตถุประสงค์ไว้ว่า เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศมีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

เอกสารเดียวกันบอกว่าโครงการดำเนินการในรูปคณะกรรมการ มีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน ใช้ระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ พ.ศ. 2556 และให้บริการ 5 วิธี

วิธีให้บริการ ทำงานอย่างไร (ตามที่เอกสารเขียนไว้)
ให้ยืมเพื่อการผลิต เกษตรกรยืมแม่โคหรือแม่กระบือ แล้ว คืนลูกตัวแรกเมื่ออายุครบ 18 เดือน ให้โครงการนำไปให้เกษตรกรรายอื่นยืมต่อ หรือขายแล้วนำเงินส่งคืน เมื่อ ยืมครบสัญญา 5 ปี แม่สัตว์และลูกตัวที่ 2, 3 (ถ้ามี) จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร
ให้เช่าซื้อ โคเนื้อหรือกระบือ ผ่อนชำระภายใน 3 ปี ปีแรก 40% ปีที่สอง 30% ปีที่สามจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมด
ให้ยืมพ่อพันธุ์ ให้ยืมพ่อพันธุ์ในหมู่บ้านที่มีแม่พันธุ์ของโครงการไม่น้อยกว่า 50 ตัว โดยมีเกษตรกรคนหนึ่งรับผิดชอบดูแลและให้บริการผสมพันธุ์ทั้งหมู่บ้าน
ให้เช่าเพื่อใช้แรงงาน เช่าสัตว์เพศผู้ไปใช้แรงงาน ตัวละ 300 บาทต่อปี
บริการอื่น ๆ ความช่วยเหลืออื่นที่ปศุสัตว์จังหวัดและโครงการพิจารณาแล้วเห็นสมควร

การยืมเพื่อการผลิตยังมีอีกข้อหนึ่ง ถ้าเกษตรกรยืมแม่สัตว์ไปแล้ว 3 ปี แต่ยังไม่มีลูกตัวแรกส่งคืน โครงการจะนำแม่สัตว์ตัวนั้นกลับไปให้เกษตรกรรายอื่น เว้นแต่ตรวจพบว่าแม่สัตว์มีปัญหาระบบสืบพันธุ์ โครงการจะเปลี่ยนตัวใหม่ให้ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

วงจรยืมแล้วคืน: แม่ควายไปอยู่ที่ฟาร์ม ลูกตัวแรกกลับไปที่ธนาคารเพื่อให้ครอบครัวถัดไป ส่วนแม่ควายอยู่ที่ฟาร์มต่อ

สิ่งที่ผมชอบในวิธีนี้คือ ธนาคารขยายจำนวนสัตว์ได้เอง การยืมแต่ละครั้ง ถ้าได้ผล จะมีลูกสัตว์ส่งกลับมาให้คนต่อไปยืมครับ เอกสารของ FAO ก็ยกโครงการ "ธนาคารควาย" เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงควายได้ง่ายขึ้น (FAO, 2543)

เอกสารที่ผมอ้างถึงไม่ได้ระบุวันที่ และหลักเกณฑ์แบบนี้อาจเปลี่ยนได้ ถ้าสนใจเข้าร่วม ควรสอบถามเงื่อนไขปัจจุบันที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดครับ

ตอนที่ 4: จำนวนควายลดลงถึงจุดต่ำสุด และการกำหนดวันอนุรักษ์ควายไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยแพร่จำนวนควายทั้งประเทศ ณ วันที่ 1 มกราคมของทุกปี (ชุดข้อมูล สศก. บน data.go.th) ตัวอย่างบางปีจากชุดข้อมูลนี้

ปี (ณ 1 ม.ค.) จำนวนควายในประเทศไทย (ตัว)
2536 4,753,697
2544 1,523,627
2559 908,546
2563 1,283,359
2566 1,665,837

ผมคำนวณได้ว่า จากปี 2536 ถึงจุดต่ำสุดในปี 2559 จำนวนควายลดลงราว 81% แล้วเพิ่มขึ้นราว 83% ภายในปี 2566 แต่ละหน่วยงานนับด้วยวิธีต่างกัน ตัวเลขของ สศก. จึงไม่ตรงกับตารางของ FAO ข้างบนพอดีครับ

ในปี 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์ควายไทย สผ. ระบุว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ (สผ., 2564) เหตุผลที่ สผ. ให้ไว้ตรงไปตรงมา คือจำนวนควายไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากบทบาทในการเกษตรที่เปลี่ยนไป และการเลี้ยงดูที่ลดน้อยลง (สผ., 2569) และการเลือกวันที่ 14 พฤษภาคม ก็เชื่อมวันนี้เข้ากับโครงการธนาคารโค-กระบือ

ข้อมูลของ สศก. แสดงว่าจำนวนควายเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2560 แต่ข้อมูลไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร ผมจึงไม่เดาครับ

ตอนที่ 5: ปรับปรุงพันธุ์ควายให้ดีขึ้น

เลี้ยงควายให้มากขึ้นเป็นเรื่องหนึ่ง เลี้ยงควายที่ดีขึ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ การปรับปรุงพันธุ์ควายในประเทศไทยเริ่มเมื่อ ปี 2522 โดยกรมปศุสัตว์ และการคัดเลือกควายปลักตัวเด่นใช้ค่าการผสมพันธุ์ที่ประมาณได้ (estimated breeding value, EBV) (Pineda และคณะ 2564) บทความเดียวกันยังระบุว่า BREEDPLAN ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ที่พัฒนาในออสเตรเลีย เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้กับควายปลักไทย

ควายปลักเขายาวโค้งกำลังเล็มหญ้าบนพื้นดินแห้งในประเทศไทย
ภาพ: Da, CC BY 2.5, Wikimedia Commons

ปัจจุบันกรมปศุสัตว์มี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ด้านการผลิตกระบือ 8 แห่ง ในจำนวนนี้ 7 แห่งดูแลกระบือปลักไทย ได้แก่ จันทบุรี สุรินทร์ (ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ) นครพนม พะเยา พิษณุโลก อุทัยธานี และนครศรีธรรมราช ส่วนแห่งที่ 8 ที่บุรีรัมย์ดูแลควายแม่น้ำ (รายชื่อระบุพันธุ์เมซานาและมูร่าห์) ซึ่งเป็นควายประเภทที่เลี้ยงเพื่อรีดนมเป็นหลัก (FAO, 2543) (รายชื่อศูนย์ของกรมปศุสัตว์บน data.go.th)

เป้าหมายของการเลี้ยงก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อฟาร์มใช้เครื่องจักรมากขึ้น การเลี้ยงควายปลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เปลี่ยนจากการใช้แรงงานไปเป็นการเลี้ยงเพื่อ เนื้อและนม มากขึ้น (Pineda และคณะ 2564)

วันที่ 14 พฤษภาคม มีความหมายอะไรกับเกษตรกรวันนี้

แหล่งข้อมูลข้างบนพูดถึงวันนี้ในฐานะวันรำลึกและเครื่องเตือนใจให้อนุรักษ์ควาย และไม่มีแหล่งไหนผูกโครงการใหม่ไว้กับวันนี้ ถึงอย่างนั้น เรื่องเล่านี้ก็ชี้ให้เห็นบางเรื่องที่ควรรู้ครับ

  1. คนเลี้ยงควายไม่ได้มีแค่เรา ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ระบุว่าในปี 2568 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 300,933 ราย และมีควาย 1,805,535 ตัว รวมทั้ง 77 จังหวัด เพิ่มจากเกษตรกร 266,753 ราย และควาย 1,521,014 ตัว ในปี 2564 (ชุดข้อมูลจำนวนกระบือและจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ ผมรวมตัวเลขของทุกจังหวัดเอง)
  2. ธนาคารยังให้ยืมอยู่ สอบถามสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ว่าในพื้นที่ของเรามีโค-กระบือของโครงการธนาคารโค-กระบือหรือไม่ และเงื่อนไขตอนนี้เป็นอย่างไร
  3. พันธุ์ดีมีที่มา ศูนย์ของกรมปศุสัตว์ที่กล่าวถึงข้างบนทำงานปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์ควายปลัก และมีช่องทางติดต่ออยู่ในชุดข้อมูลเดียวกัน
  4. ติดตามราคา สศก. เผยแพร่ราคาควายที่เกษตรกรขายได้รายสัปดาห์ ซึ่งใช้อ้างอิงได้ดีกว่าคำบอกของพ่อค้าคนเดียว เวลาวางแผนจะขาย
  5. จดบันทึกไว้ ถ้าทุกวันนี้เลี้ยงควายเพื่อเนื้อมากกว่าเพื่อแรงงาน น้ำหนักและวันเกิดของควายทุกตัวยิ่งมีค่ากว่าเดิม

ควายไม่ได้กลับมาที่ทุ่งนาไทยในฐานะสัตว์ไถนาอีกแล้ว ถ้าควายจะอยู่ต่อ ก็จะอยู่ในฐานะสัตว์เนื้อ แหล่งปุ๋ยคอก เงินออม และส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเกษตรของประเทศ ธนาคารโค-กระบือและวันอนุรักษ์ควายไทยเป็นสองวิธีที่ภาครัฐพยายามรักษาควายไว้ครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ