ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

โรคปากและเท้าเปื่อยในวัวควาย 5 ความเชื่อที่ไม่จริง

โรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโคและกระบือไม่ค่อยทำให้สัตว์โตตาย แต่ทำให้ผอม ลูกสัตว์ตาย และขายสัตว์ไม่ได้ บทความนี้เทียบ 5 ความเชื่อกับข้อมูล WOAH และกรมปศุสัตว์

เริ่มต้น9 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot-and-mouth disease หรือ FMD) เป็นโรคที่คนเลี้ยงสัตว์รู้จักชื่อกันแทบทุกคน หลายคนเคยเห็นวัวน้ำลายไหล เดินกะเผลก และหลายตัวก็หายได้เอง องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ระบุว่าสัตว์โตที่ป่วยตายเพียงประมาณร้อยละ 1 ถึง 5 จึงไม่แปลกที่หลายคนจะคิดว่าโรคนี้แค่สร้างความรำคาญ ไม่ได้อันตรายอะไรครับ

แต่ความคิดแบบนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มของปัญหา หน้าเดียวกันของ WOAH บอกว่า FMD เป็นโรคไวรัสที่รุนแรงและติดต่อได้ง่ายมาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก ทั้งทำให้ผลผลิตลดลงและทำให้การค้าสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์สะดุด สำหรับฟาร์มโคเนื้อหรือกระบือรายย่อย ความเสียหายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสัตว์ตาย แต่มาจากสัตว์ผอมลง ลูกสัตว์ที่เสียไป ขายสัตว์ไม่ได้ และการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่ทำให้ทั้งพื้นที่ซื้อขายสัตว์ไม่ได้ครับ

บทความนี้หยิบ 5 เรื่องที่คนมักพูดกันเกี่ยวกับโรคนี้ มาเทียบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ทุกหัวข้อจะเริ่มจากความเชื่อ ตามด้วยข้อเท็จจริง แล้วบอกว่าเราทำอะไรได้บ้างครับ

ความเชื่อที่ 1: "ปากและเท้าเปื่อยเป็นปัญหาของฟาร์มโคนม ไม่เกี่ยวกับควายหรือวัวเนื้อ"

จริงอยู่ว่าข่าวโรคปากและเท้าเปื่อยในไทยหลายข่าวเป็นเรื่องฟาร์มโคนม เพราะโคนมรีดนมวันละสองครั้ง พอน้ำนมลดก็เห็นทันที และพื้นที่เลี้ยงโคนมมักอยู่กันหนาแน่น แต่เชื้อไวรัสไม่ได้เลือกว่าสัตว์ตัวนั้นเลี้ยงไว้ทำอะไรครับ

ข้อเท็จจริง: WOAH ระบุว่าสัตว์ที่ติดโรคนี้ได้คือโค สุกร แกะ แพะ และสัตว์เคี้ยวเอื้องกีบคู่อื่น ๆ ซึ่งกระบือก็เป็นสัตว์กีบคู่เช่นกัน งานวิจัยที่ศึกษาโครงการควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยของไทยช่วง พ.ศ. 2551–2558 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Veterinary Sciences ได้ศึกษาการระบาด 140 ครั้งที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ในจำนวนนี้มีการระบาดในฟาร์มกระบือ 6 แห่ง และฟาร์มที่เลี้ยงทั้งโคและกระบือ 22 แห่ง นอกเหนือจากฟาร์มโค 101 แห่ง ปัจจุบันการฉีดวัคซีนฟรีของไทยครอบคลุมโค กระบือ แกะ และแพะ ไม่ใช่เฉพาะโคนม

ฝูงกระบือปลักเดินลุยน้ำตื้น
ภาพ: Farmeral Technology

อัตราตายที่ต่ำยังซ่อนเรื่องสำคัญไว้ด้วย WOAH ระบุว่าลูกสัตว์ตายมากกว่ามาก คือร้อยละ 20 ขึ้นไปในลูกโค ลูกแกะ และลูกสุกร ส่วนสัตว์โตมักมีไข้ มีตุ่มพองที่ลิ้น ริมฝีปาก เต้านม และระหว่างกีบ เดินกะเผลก น้ำลายไหล ไม่อยากกินหรือเดิน และน้ำหนักลด สำหรับฟาร์มโคเนื้อหรือกระบือที่ขายตามน้ำหนัก สัตว์ที่ไม่กินอาหารไปหลายสัปดาห์ก็คือเงินที่หายไปจริง ๆ ครับ

อาการที่ควรสังเกต

จากหน้าข้อมูลโรคของ WOAH:

  • มีไข้ ซึม ไม่กินอาหาร
  • มีตุ่มพองหรือแผลที่ลิ้น ริมฝีปาก ในปาก ที่เต้านม และระหว่างกีบ
  • น้ำลายไหลมาก
  • เดินกะเผลก หรือไม่อยากยืนไม่อยากเดิน
  • น้ำหนักลด โตช้า และน้ำนมลดลง ซึ่งอาจทำให้ลูกสัตว์ที่ยังกินนมแม่ได้นมไม่พอ

WOAH ระบุว่าระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2 ถึง 14 วัน แปลว่าสัตว์อาจดูปกติอยู่หลายวันทั้งที่ติดเชื้อแล้วครับ

ภาพใกล้ของตุ่มพองที่แตกแล้วในปากโคที่เป็นโรคปากและเท้าเปื่อย
ภาพ: USDA (สาธารณสมบัติ), Wikimedia Commons

ความเชื่อที่ 2: "ฉีดวัคซีนไปแล้วครั้งหนึ่ง ก็ป้องกันได้ตลอด"

ความเชื่อนี้เข้าใจได้ เพราะวัคซีนของคนหลายชนิดอยู่ได้นานหลายปี แล้วทำไมวัคซีนตัวนี้จะไม่เหมือนกันล่ะครับ

ข้อเท็จจริง: วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยคุ้มกันได้ไม่นาน และคุ้มกันได้เฉพาะไวรัสชนิดที่ตรงกับวัคซีน WOAH อธิบายว่าเชื้อไวรัสโรคนี้มี 7 ซีโรไทป์ (serotype) คือ O, A, C, SAT1, SAT2, SAT3 และ Asia1 และแต่ละซีโรไทป์ต้องใช้วัคซีนของตัวเอง เอกสารบรรยายที่สำนักงานภูมิภาคของ WOAH เผยแพร่ระบุว่าวัคซีนที่ใช้กันทุกวันนี้ให้ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 4 ถึง 6 เดือน และสัตว์มักเริ่มมีภูมิคุ้มกันบ้างแล้วภายใน 7 ถึง 8 วันหลังฉีด เอกสารเดียวกันยังบอกว่าวัคซีนที่ตรงกับเชื้อมักป้องกันไม่ให้สัตว์แสดงอาการป่วย แต่ไม่จำเป็นว่าจะป้องกันการติดเชื้อได้

นี่คือเหตุผลที่ไทยฉีดวัคซีนเป็นรอบ ๆ ทุกปี งานวิจัยปี พ.ศ. 2561 ระบุว่าภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระดับประเทศ พ.ศ. 2551–2558 การฉีดวัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยตามปกติไม่มีค่าใช้จ่าย โดยฉีดโคนมปีละ 3 ครั้ง และโคเนื้อกับกระบือปีละ 2 ครั้ง เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ก็ให้ข้อมูลตารางเดียวกัน คือวัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง วัวนมปีละ 3 ครั้ง และฉีดให้ฟรี ตัวอย่างการฉีดเป็นรอบในทางปฏิบัติ เช่น เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562 กรมปศุสัตว์คิกออฟโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย รอบที่ 1 ปีงบประมาณ 2563 ที่จังหวัดลพบุรี นโยบายของกรมสำหรับรอบนี้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยและโรคคอบวม (Haemorrhagic septicaemia หรือ HS) และการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง โดยให้ทุกพื้นที่เปิดการรณรงค์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2562

ฉีดปีละสองรอบ ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นหลังแต่ละรอบแล้วค่อย ๆ ลดลง จึงต้องฉีดซ้ำเป็นรอบ ๆ

ผลของการทำต่อเนื่องเห็นได้ชัด ในรายงานต่อการประชุมแคมเปญควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยระดับภูมิภาค (SEACFMD) เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 กรมปศุสัตว์รายงานว่าไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคปากและเท้าเปื่อยในไทยในปี พ.ศ. 2568 และ 2569 (ถึงเดือนมิถุนายน) และระบุว่าวัคซีนฟรีที่รัฐสนับสนุนเต็มที่เป็นหนึ่งในงานหลัก รายงานเดียวกันยังบอกว่าการรักษาความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนให้สูงอยู่เสมอยังเป็นความท้าทาย ปีที่ไม่มีโรคจึงเป็นเหตุผลให้ทำต่อ ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดครับ

สิ่งที่ทำได้: พาสัตว์ทุกตัวมาฉีดทุกรอบ รวมทั้งลูกสัตว์และตัวที่เพิ่งซื้อเข้ามาหลังรอบที่แล้ว ถามปศุสัตว์อำเภอได้เลยครับว่ารอบหน้าคือเมื่อไร ข่าวการรณรงค์ปี พ.ศ. 2562 ระบุว่าเกษตรกรขอรับบริการฉีดวัคซีนได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอใกล้บ้าน

ความเชื่อที่ 3: "แจ้งว่าสัตว์ป่วย มีแต่จะเดือดร้อน"

เกษตรกรบางคนกังวลว่าถ้าแจ้ง เจ้าหน้าที่จะมาที่ฟาร์ม ห้ามขายสัตว์ และเพื่อนบ้านจะโทษว่าเป็นต้นเหตุ ก็เลยรอ รักษาเอง แล้วหวังว่าจะหายไปเองครับ

ข้อเท็จจริง: การรอนี่แหละที่ทำให้ฟาร์มเดียวกลายเป็นทั้งอำเภอ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 ตอนที่โรคปากและเท้าเปื่อยระบาดในโคนมที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ให้ข้อมูลว่าการที่เกษตรกรไม่แจ้งโรคหรือแจ้งช้า ทำให้เข้าควบคุมโรคได้ช้าและโรคแพร่ไปเป็นวงกว้าง ตัวเลขเบื้องต้นในตอนนั้นคือมีเกษตรกรแจ้งแล้ว 108 ราย โดยมีโคนมร่วมฝูงที่ป่วย 5,654 ตัว และยังอยู่ระหว่างการรักษา 897 ตัว

กรมปศุสัตว์ขอให้แจ้งโดยเร็ว ในการรณรงค์ปี พ.ศ. 2562 กรมขอให้เกษตรกรที่พบโคนมป่วยหรือสงสัยว่าเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยแจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ภายใน 12 ชั่วโมง การรณรงค์ครั้งเดียวกันระบุช่องทางแจ้งไว้ ได้แก่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือเมนู "แจ้งการเกิดโรคระบาด" ในแอป DLD 4.0 และเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 กรมปศุสัตว์ก็ยังให้สายด่วนหมายเลขเดียวกันและแอป DLD 4.0 เป็นช่องทางแจ้งสัตว์ป่วยหรือตายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ แอป DLD4.0 เป็นแอปของกรมปศุสัตว์เอง ใช้แจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ และติดตามสถานะเรื่องที่แจ้งได้

การแจ้งยังช่วยให้ทั้งประเทศค้าขายสัตว์ต่อไปได้ ในรายงานปี พ.ศ. 2569 กรมปศุสัตว์ย้ำว่าการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังของผู้เลี้ยงสัตว์ ทั้งการฉีดวัคซีน การป้องกันโรคในฟาร์ม การแจ้งโรค และการทำตามกฎการเคลื่อนย้ายสัตว์ เป็นเรื่องจำเป็น และตั้งให้การเฝ้าระวังเชิงรับ (passive surveillance) และการตรวจพบโรคให้เร็วเป็นงานสำคัญ การเฝ้าระวังเชิงรับ พูดง่าย ๆ ก็คือเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เห็นสัตว์ป่วยแล้วรีบบอกต่อครับ

ถ้าสัตว์น้ำลายไหล เดินกะเผลก และไม่กินอาหาร ให้โทรหาปศุสัตว์อำเภอหรือแจ้งผ่านแอป DLD 4.0 ก่อน และเก็บฝูงไว้ในฟาร์มจนกว่าเจ้าหน้าที่จะมาดูครับ

ความเชื่อที่ 4: "สัตว์ที่ซื้อจากตลาด ถ้าดูแข็งแรงก็ปลอดภัย"

วัวหนุ่มอ้วนท้วน ตาใส ไม่กะเผลก จะมีอะไรผิดปกติได้ล่ะครับ

ข้อเท็จจริง: สัตว์อาจมีเชื้ออยู่ก่อนจะแสดงอาการ ระยะฟักตัว 2 ถึง 14 วันที่พูดถึงข้างบนคือเหตุผล WOAH ยังระบุว่าสัตว์ที่หายป่วยแล้วบางครั้งยังมีเชื้ออยู่และทำให้เกิดการระบาดครั้งใหม่ได้ งานวิจัยโครงการควบคุมโรคของไทยพบว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์เกี่ยวข้องกับการระบาด 36 จาก 140 ครั้ง (ร้อยละ 25.71) ในภาคเหนือ และรายงานของกรมปศุสัตว์ปี พ.ศ. 2569 ก็ระบุว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ไม่เป็นทางการและการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนยังเป็นความเสี่ยงที่จะนำโรคเข้ามา

โคเนื้อรุ่นยืนอยู่ในแปลงหญ้าเขียวข้างรั้ว
ภาพ: Farmeral Technology

นิสัยสองอย่างที่ช่วยได้มากที่สุด:

  1. แยกเลี้ยงสัตว์ใหม่ก่อน คำแนะนำของกรมปศุสัตว์ปี พ.ศ. 2562 คือโค-กระบือที่นำเข้าฟาร์มควรกักแยกไว้อย่างน้อย 7 วัน เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง และฟาร์มที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดควรงดนำสัตว์ใหม่เข้ามาในช่วงที่ยังมีโรคระบาด ใช้คอกแยกที่มีรางอาหารและรางน้ำของตัวเอง และจัดการสัตว์กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสุดท้ายของวัน
  2. ตรวจเอกสารการเคลื่อนย้าย การเคลื่อนย้ายสัตว์ในไทยควบคุมตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เอกสารบรรยายของกรมปศุสัตว์ที่ WOAH เผยแพร่อธิบายว่า สำหรับสัตว์มีชีวิต เกษตรกรยื่นคำขอด้วยแบบฟอร์ม ปศุสัตว์จังหวัดหรือปศุสัตว์อำเภอ หรือด่านกักกันสัตว์ออกเอกสารการเคลื่อนย้ายให้ และระบบ e-Movement ของกรมจะแสดงวันเวลาหมดอายุ โดยเอกสารเคลื่อนย้ายภายในประเทศมีอายุ 48 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ออก สัตว์ที่มาถึงโดยไม่มีเอกสาร หรือเอกสารหมดอายุแล้ว คือสัตว์ที่ไม่มีใครตรวจสอบประวัติได้ครับ
ตรวจเอกสารการเคลื่อนย้ายแล้ว สัตว์ตัวใหม่อยู่ในคอกแยกที่มีรางน้ำของตัวเองครบเจ็ดวัน แล้วจึงเข้าไปรวมฝูง

ความเชื่อที่ 5: "การฆ่าเชื้อเป็นเรื่องของฟาร์มใหญ่"

บ่อจุ่มเท้าและซุ้มพ่นยาดูเหมือนของฟาร์มบริษัทใหญ่ที่มีป้อมยามหน้าฟาร์ม สำหรับคนที่เลี้ยงควายสิบตัวหลังบ้าน อาจรู้สึกว่าเกินจำเป็นครับ

ข้อเท็จจริง: เชื้อไม่ได้ไปกับตัวสัตว์อย่างเดียว WOAH ระบุว่าโรคนี้แพร่ผ่านเสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์ คอก โรงเรือน และรถขนส่ง รวมทั้งอาหารสัตว์ ฟาง และน้ำที่ปนเปื้อน และเนื้อดิบหรือเนื้อที่ปรุงไม่สุก สัตว์ป่วยยังหายใจเอาเชื้อออกมาได้ด้วย ในมาตรการระดับฟาร์ม WOAH แนะนำให้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อคอก โรงเรือน ยานพาหนะ และอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ การรณรงค์ของกรมปศุสัตว์เองก็มีการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง และคำแนะนำของกรมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีขั้นตอนง่าย ๆ ที่แทบไม่มีค่าใช้จ่าย:

  • ไม่ให้คนนอกเข้าฟาร์ม ถ้าจำเป็นต้องเข้า ให้เปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ใช้เฉพาะในฟาร์ม
  • ไม่ให้ยานพาหนะ เช่น รถรับซื้อสัตว์ รถขนอาหารสัตว์ และรถรับซื้อมูลสัตว์ เข้าในฟาร์ม ถ้าจำเป็นต้องพ่นยาฆ่าเชื้อก่อน
  • ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่ถังส่งนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนนำเข้าฟาร์ม
  • เลือกพืชอาหารสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด

ตอนอธิบายว่าทำไมโรคที่มวกเหล็กจึงระบาดลุกลาม กรมปศุสัตว์ระบุว่าฟาร์มส่วนใหญ่ไม่มีระบบป้องกันโรคเข้าฟาร์มตามมาตรฐาน และไม่ผ่านการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค บ่อจุ่มเท้าหน้าฟาร์มกับรองเท้าบูทที่ใช้ในฟาร์มอย่างเดียวเป็นนิสัยเล็ก ๆ แต่ช่วยปิดเส้นทางที่ WOAH อธิบายไว้ได้ครับ

รถจอดอยู่นอกประตูฟาร์ม คนที่จะเข้าฟาร์มเปลี่ยนเป็นรองเท้าบูทของฟาร์มและเดินผ่านบ่อจุ่มเท้า

สิ่งที่โรคนี้ไม่ใช่

โรคปากและเท้าเปื่อยไม่ใช่ปัญหาสุขภาพของคน WOAH ระบุว่าโรคนี้ไม่ติดต่อสู่คนได้ง่ายและไม่เป็นความเสี่ยงต่อสาธารณสุข เหตุผลที่ต้องจริงจังกับโรคนี้คือน้ำหนักและการเติบโตของสัตว์ ลูกสัตว์ และการขายและเคลื่อนย้ายสัตว์ได้ ไม่ใช่สุขภาพของคนในครอบครัวครับ

สรุป

ความเชื่อ ข้อเท็จจริง สิ่งที่ควรทำ
เป็นปัญหาของโคนม ติดได้ทั้งโค กระบือ และสัตว์กีบคู่อื่น ลูกสัตว์ตายมากกว่า สังเกตฝูงกระบือและโคเนื้อว่ามีน้ำลายไหล ตุ่มพอง หรือกะเผลกหรือไม่
ฉีดครั้งเดียวป้องกันตลอด ภูมิคุ้มกันอยู่ไม่นานและป้องกันเฉพาะชนิดไวรัสที่ตรงกัน ไทยฉีดเป็นรอบทุกปี พาสัตว์ทุกตัวมาฉีดทุกรอบ รวมลูกสัตว์และตัวที่ซื้อมาใหม่
แจ้งแล้วเดือดร้อน การแจ้งช้าทำให้โรคระบาดลุกลาม กรมปศุสัตว์ขอให้แจ้งเร็ว แจ้งปศุสัตว์อำเภอ สายด่วน 063-225-6888 หรือแอป DLD 4.0
สัตว์ใหม่ดูแข็งแรงก็ปลอดภัย สัตว์มีเชื้อได้ก่อนแสดงอาการ การเคลื่อนย้ายเกี่ยวข้องกับการระบาด แยกเลี้ยงสัตว์ใหม่อย่างน้อย 7 วัน และตรวจเอกสารการเคลื่อนย้าย
ฆ่าเชื้อเป็นเรื่องของฟาร์มใหญ่ เชื้อไปกับรองเท้า รถ อุปกรณ์ และอาหารสัตว์ได้ ใช้รองเท้าเฉพาะฟาร์ม ไม่ให้รถเข้าฟาร์ม ทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ก่อนนำเข้า

ไม่มีข้อไหนยากเลย เป็นแค่นิสัยไม่กี่ข้อที่ทำซ้ำทุกฤดู เพื่อไม่ให้สัตว์ป่วยตัวเดียวกลายเป็นตลาดที่ปิดครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ