ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

ขึ้นทะเบียนฟาร์มโคเนื้อ GFM และ GAP ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกับกรมปศุสัตว์โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ต่อด้วย GFM แล้วขอรับรอง GAP ตาม มกษ. 6400-2555 พร้อมเช็กลิสต์แต่ละขั้น

ปานกลาง10 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

ถ้าลองถามเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เรื่องโครงการของรัฐ การลงพื้นที่ควบคุมโรค หรือพ่อค้าที่อยากได้เนื้อโคจากฟาร์ม "ที่ได้มาตรฐาน" คำถามมักวนกลับมาที่ 2 ข้อเสมอ คือ ฟาร์มขึ้นทะเบียนแล้วหรือยัง และ ได้มาตรฐานอะไรแล้วบ้าง ครับ

ลองมองเรื่องนี้เป็นบันได 3 ขั้น ขั้นแรกไม่มีค่าธรรมเนียม ขั้นที่สองลงทุนน้อยกว่าขั้นที่สามและช่วยเตรียมความพร้อมให้ ส่วนขั้นที่สามคือมาตรฐานระดับประเทศของฟาร์มโคเนื้อ ไม่จำเป็นต้องขึ้นทีเดียวทั้ง 3 ขั้น และไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อขั้นบนสุดก่อนที่ขั้นล่างจะมั่นคง

บทความนี้พาไล่ทีละขั้นแบบเช็กลิสต์ ข้อมูลทั้งหมดมาจากเอกสารของกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยแนบลิงก์ไว้ทุกจุด กฎเกณฑ์เปลี่ยนได้เสมอ จึงควรสอบถามรายละเอียดล่าสุดกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกครั้ง

ขึ้นทีละขั้น: ขึ้นทะเบียนก่อน แล้วจึง GFM และ GAP

ขั้นที่ 0: ทำไปทำไม

เป็นคำถามที่ถามได้ว่าทำเอกสารทั้งหมดนี้แล้วฟาร์มได้อะไร ต่อไปนี้คือสิ่งที่เอกสารทางราชการเขียนไว้จริง ไม่มากไปกว่านี้ครับ

  • ได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือโรคระบาด คู่มือสำหรับประชาชนของกรมปศุสัตว์ระบุว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนจะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือจากรัฐ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และเมื่อเกิดโรคระบาดสัตว์ (คู่มือสำหรับประชาชน กรมปศุสัตว์)
  • ใช้เฝ้าระวังโรค กรมปศุสัตว์ใช้ข้อมูลทะเบียนเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดของประเทศ (คู่มือฉบับเดียวกัน)
  • การวางแผนที่ไปถึงฟาร์ม หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2569 ระบุว่าข้อมูลเชื่อมโยงกับระบบทะเบียนเกษตรกรกลาง (Farmer One) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และใช้วางแผนงาน เช่น การเตรียมเสบียงสัตว์ การผลิตยาสัตว์และวัคซีน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การควบคุมโรค และการส่งเสริมเกษตรกร (หลักเกณฑ์ พ.ศ. 2569)
  • เป็นทางไปสู่ความเชื่อมั่นของตลาด ในการอบรมที่จังหวัดชัยนาทเมื่อปี พ.ศ. 2567 เจ้าหน้าที่อธิบายว่าฟาร์มที่ทำได้ตามเกณฑ์ GAP โคเนื้อ ยื่นขอการรับรองได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ และเกษตรกรอยากได้การรับรองเพื่อช่วยด้านการตลาดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (ไทยรัฐ 2 ก.พ. 2567)
โคลักษณะคล้ายพันธุ์บราห์มัน 2 ตัวเดินริมถนนข้างนาข้าวที่กาญจนบุรี
Photo: Mosmas, CC BY-SA 3.0, Wikimedia Commons

ขั้นที่ 1: ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กับกรมปศุสัตว์

นี่คือขั้นล่างสุด และไม่มีค่าใช้จ่าย กรมปศุสัตว์ระบุว่า ไม่มีค่าธรรมเนียม (คู่มือสำหรับประชาชน)

ใครขึ้นทะเบียนได้

ตามคู่มือสำหรับประชาชน

  • บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
  • นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย
  • หน่วยงานราชการ วัด โรงเรียน และสถาบันการศึกษาในประเทศไทย
  • ผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม กระบือ สุกร ไก่ เป็ด แพะ หรือแกะ

ทำได้ 3 ช่องทาง

  1. ไปด้วยตนเอง ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอที่เลี้ยงสัตว์ ในวันเวลาราชการ หรือที่จุดนัดหมายที่สำนักงานกำหนด
  2. ทางเว็บไซต์ ผ่านระบบทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ eregist.dld.go.th เพื่อปรับปรุงข้อมูลผู้เลี้ยงและจำนวนสัตว์ด้วยตนเอง
  3. ทางมือถือ ด้วยแอป DLD e-Regist (คู่มือสำหรับประชาชน) ซึ่งหน้าแอปใน App Store อธิบายว่าเป็นแอปสำหรับลงทะเบียน บันทึก และอัปเดตข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลฟาร์ม การเลี้ยงสัตว์ และจำนวนสัตว์แต่ละชนิด ใช้ได้ทั้งเกษตรกรและเจ้าหน้าที่

เอกสารที่ต้องใช้

คู่มือระบุว่า ใช้บัตรประจำตัวประชาชน (ของเจ้าของสัตว์ ผู้จัดการฟาร์ม หรือเอกสารของนิติบุคคล) หนังสือรับรองนิติบุคคลกรณีเป็นบริษัท หนังสือมอบอำนาจกรณีให้คนอื่นยื่นแทน ใบรับรองมาตรฐานฟาร์ม (ถ้ามี) และภาพถ่ายปศุสัตว์ (คู่มือสำหรับประชาชน) ส่วนหลักเกณฑ์ปี พ.ศ. 2569 เขียนไว้ง่าย ๆ ว่า ขึ้นทะเบียนใหม่ใช้บัตรประชาชนใบเดียว (หลักเกณฑ์ พ.ศ. 2569)

หลังยื่นแล้วเกิดอะไรขึ้น

เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร จากนั้นลงพื้นที่ตรวจข้อมูลการเลี้ยงสัตว์และที่ตั้งฟาร์ม แล้วปศุสัตว์อำเภออนุมัติในระบบ คู่มือกำหนดระยะเวลารวม 40 วันทำการ เมื่ออนุมัติแล้ว ให้ถือว่าเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ตั้งแต่วันที่ยื่นคำร้อง (คู่มือสำหรับประชาชน)

อย่าปล่อยให้ทะเบียนหลุด เกษตรกรต้องปรับปรุงข้อมูลการเลี้ยงสัตว์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าย้ายที่เลี้ยง ต้องแจ้งยกเลิกที่เดิมแล้วขึ้นทะเบียนที่ใหม่ หลักเกณฑ์ปี พ.ศ. 2569 ระบุว่าการไม่ปรับปรุงข้อมูลเกินกว่า 1 ปี เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้สิ้นสภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (หลักเกณฑ์ พ.ศ. 2569) ขณะที่คู่มือสำหรับประชาชนของกรมปศุสัตว์ยังเขียนไว้ว่าเกินกว่า 3 ปี (คู่มือสำหรับประชาชน) จึงควรยึด "ปีละครั้ง" เป็นหลักครับ

นิสัยที่ดีคือ อัปเดตจำนวนสัตว์ทุกครั้งที่มีลูกเกิด ขายสัตว์ออก หรือฝูงเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่รอปีละครั้ง

ขั้นที่ 2: GFM ขั้นกลางของบันได

GFM ย่อมาจาก Good Farming Management ภาษาไทยกรมปศุสัตว์เรียกว่า ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (แนวหน้า 16 ส.ค. 2565)

ตอนที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริม GFM ให้ฟาร์มสุกรรายย่อยในปี พ.ศ. 2565 กรมอธิบายว่า GFM คือระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มที่รายย่อยทำได้ ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการทำมาตรฐานฟาร์ม GAP และเป็น การเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับเป็นฟาร์มมาตรฐาน GAP ต่อไป (ไทยรัฐ 20 ม.ค. 2565) หัวข้อการรับรองที่ระบุในตอนนั้น ได้แก่ พื้นที่และโครงสร้าง โรงเรือนและอุปกรณ์ ยานพาหนะ บุคลากร สุขภาพสัตว์ อาหารและยา ข้อมูล และสิ่งแวดล้อม

GFM ไม่ได้มีแค่ในสุกร เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมปศุสัตว์อธิบายการควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยในโค กระบือ แพะ และแกะ โดยระบุการรับรอง GAP และ GFM เป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันโรคเข้าฟาร์มด้วยการปรับระบบการเลี้ยงให้ได้มาตรฐาน (แนวหน้า 16 ส.ค. 2565) ที่จังหวัดชัยนาท เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2567 ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบางส่วนได้รับการรับรอง GFM จากกรมปศุสัตว์แล้ว ขณะที่อีกหลายรายยังไม่ได้รับการรับรอง (ไทยรัฐ 2 ก.พ. 2567)

ฟาร์มต้นแบบ GFM ยังปรากฏในโครงการพัฒนาต่าง ๆ ด้วย เอกสารโครงการพัฒนายกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ AGRITEC ของ สวทช. ตั้งเป้าฟาร์มโคเนื้อต้นแบบ GFM 5 ฟาร์ม (ในจังหวัดสุรินทร์ 1 ฟาร์ม) และระบุกิจกรรม เช่น การจัดการฟาร์ม GFM หัวเชื้อจุลินทรีย์ช่วยลดกลิ่นในฟาร์ม และการผลิตไบโอแก๊สจากมูลโค (เอกสารโครงการ สวทช.)

สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ มีหน้าข้อมูล GFM ซึ่งระบุถึงระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรอง GFM ฉบับปี พ.ศ. 2569 (หน้าข้อมูล GFM กรมปศุสัตว์) รายละเอียดตามชนิดสัตว์อยู่ในไฟล์แนบ จึงควรถามสำนักงานปศุสัตว์อำเภอว่าตอนนี้โคเนื้อใช้แบบตรวจฉบับไหนครับ

ทำไมควรผ่านขั้นนี้ก่อน GAP

GFM ครอบคลุมหลายเรื่องเดียวกับที่ GAP จะตรวจในภายหลัง (คนและรถที่เข้าฟาร์ม สุขภาพสัตว์ อาหารและยา การจดบันทึก) แต่ในขนาดที่เล็กกว่า ถ้าผ่าน GFM ได้ เช็กลิสต์ของ GAP หลายข้อจะดูคุ้นเคยแล้วครับ

ขั้นที่ 3: GAP ฟาร์มโคเนื้อ (มกษ. 6400-2555)

ขั้นบนสุดคือมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 6400-2555 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ (Good Agricultural Practice for Beef Cattle Farm) ของ มกอช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 130 ตอนพิเศษ 14 ง วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 แทนฉบับแรก มกษ. 6400-2548 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 (มกษ. 6400-2555 ฉบับเต็ม)

มกอช. เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ส่วนกรมปศุสัตว์เป็นผู้ตรวจรับรองฟาร์ม โดยเกษตรกรยื่นคำขอที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรืออำเภอ คณะผู้ตรวจประเมินของกรมปศุสัตว์ลงตรวจฟาร์ม และสำนักงานปศุสัตว์เขตเป็นผู้ออกใบรับรอง (คู่มือการตรวจประเมินและออกใบรับรอง GAP กรมปศุสัตว์)

โคบราห์มันสีขาวยืนหลังรั้วลวดหนามในแปลงหญ้าแห้ง จังหวัดตาก
Photo: PumpkinSky, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons

8 หมวดที่มาตรฐานตรวจ

สรุปด้วยภาษาของผมเองจากตัวมาตรฐาน

หมวด ผู้ตรวจดูอะไร (สรุป)
1. องค์ประกอบฟาร์ม ที่ตั้งมีน้ำสะอาดพอใช้ทั้งปีและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนน้อย ผังฟาร์มชัดเจน มีร่มเงาและที่พักพอ มีรั้ว โรงเรือนแข็งแรงทำความสะอาดง่าย รางอาหาร รางน้ำ ช่องทางต้อนสัตว์ และ ซองบังคับสัตว์ สำหรับฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ และผสมเทียม
2. อาหารโคเนื้อ อาหารหยาบและอาหารข้นคุณภาพดีเพียงพอ อาหารข้นมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาต อาหารผสมเองไม่ใช้สารต้องห้าม มีที่เก็บอาหารแยกเป็นสัดส่วน
3. น้ำ แหล่งน้ำไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และโคทุกตัวได้น้ำเพียงพอ
4. การจัดการฟาร์ม มีคู่มือการจัดการฟาร์ม คนงานผ่านการอบรม มี สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มที่มีใบอนุญาต ดูแลสุขภาพโค คนงานตรวจสุขภาพทุกปี โรงเรือนสะอาด และจัดการมูลอย่างเหมาะสม
5. สุขภาพสัตว์ ระบุแหล่งที่มาและกักโรคโคที่ซื้อเข้า ฆ่าเชื้อยานพาหนะและบุคคล บันทึกการเข้าออกฟาร์ม มีโปรแกรมวัคซีนรวมถึงปากและเท้าเปื่อย กำจัดพยาธิ ตรวจโรคแท้งติดต่อและวัณโรคอย่างน้อยปีละครั้ง และปฏิบัติตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์เมื่อเกิดโรค
6. สวัสดิภาพสัตว์ โคอยู่สบาย ตัวที่ป่วยหรือบาดเจ็บไม่ถูกปล่อยให้ทุกข์ทรมาน
7. สิ่งแวดล้อม จัดการซากตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม (หากฝัง ให้ลึกไม่น้อยกว่า 50 ซม. ในที่น้ำท่วมไม่ถึง) บำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำสาธารณะ ขยะใส่ภาชนะมีฝาปิด นำมูลไปทำปุ๋ยหรือก๊าซชีวภาพ
8. การบันทึกข้อมูล บันทึกการจัดการฟาร์มและการผลิต รวมถึงเลขประจำตัวสัตว์ทุกตัว และเก็บไว้ อย่างน้อย 3 ปี

ตัดสินผลอย่างไร

ข้อกำหนดแต่ละข้อมีระดับ คือ ข้อกำหนดหลัก (ต้องทำ เพราะกระทบความปลอดภัยของเนื้อโคหรือเป็นข้อกฎหมาย) ข้อกำหนดรอง (ควรทำ) และ ข้อแนะนำ ฟาร์มต้อง ผ่านข้อกำหนดหลักทุกข้อและข้อกำหนดรองทุกข้อ ถ้าข้อกำหนดรองไม่ผ่านในการตรวจครั้งแรก แก้ไขได้ หรือเสนอแผนการแก้ไขแล้วทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด (มกษ. 6400-2555)

หลังได้รับการรับรอง

คู่มือการตรวจประเมินของกรมปศุสัตว์ ซึ่งจัดทำตามระเบียบปี พ.ศ. 2558 ระบุว่าผู้ขอต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร GAP ของกรมปศุสัตว์ก่อน ฟาร์มที่ได้รับรองจะถูกตรวจติดตาม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และใบรับรองมี อายุคราวละ 3 ปี ก่อนต่ออายุ รวมทั้งระบุว่าเป็นการรับรองให้ผู้ที่สมัครใจขอรับ (คู่มือการตรวจประเมิน GAP กรมปศุสัตว์) ควรตรวจสอบด้วยว่ามีระเบียบฉบับใหม่ที่เปลี่ยนรายละเอียดเหล่านี้หรือไม่ครับ

ตัวอย่างจริง: ชัยนาท

ชัยนาทเป็นตัวอย่างของบันไดนี้ในชีวิตจริง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มกอช. กรมปศุสัตว์ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท จัดอบรมภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับฟาร์มโคเนื้อสู่เกษตรมูลค่าสูง ตอนนั้นจังหวัดมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 3,557 ราย โคเนื้อ 58,088 ตัว และเจ้าหน้าที่อธิบายเกณฑ์ 8 หมวดของมาตรฐาน (ไทยรัฐ 2 ก.พ. 2567)

เดือนกันยายน 2567 มกอช. เล่าถึง "ชัยนาทโมเดล" ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท โดยส่งเสริมเกษตรกรกว่า 100 ครอบครัวให้เลี้ยงโคเนื้อ ผ่านการให้ความรู้ การสนับสนุนแหล่งเงินทุน การใช้ปัจจัยการผลิตในท้องถิ่น การยกระดับมาตรฐานสินค้า และการหาช่องทางการตลาด มกอช. ระบุว่าโครงการมีเป้าหมายให้เกษตรกรเข้าใจเกณฑ์ GAP โคเนื้อ ปรับปรุงกระบวนการเลี้ยง และพร้อมยื่นขอการรับรอง (ข่าวประชาสัมพันธ์ มกอช. บน ThaiPR 27 ก.ย. 2567)

สิ่งที่ผมได้จากตัวอย่างนี้ คือ ที่ชัยนาทมีการสอนมาตรฐานทีละขั้นผ่านการอบรมและโครงการระดับจังหวัด ไม่ได้ปล่อยให้แต่ละฟาร์มหาทางเองครับ

เช็กลิสต์: เตรียมอะไรไว้ก่อนเจ้าหน้าที่มาตรวจ

การจดบันทึกคือส่วนของ GAP ที่เริ่มได้วันนี้ แค่มีสมุดสักเล่ม
หน้าจอมือถือแสดงประวัติโคหนึ่งตัว มีเลขประจำตัว สายพันธุ์ อายุ น้ำหนักล่าสุด และบันทึกสุขภาพ
Image: Farmeral Technology

ใช้เป็นรายการเริ่มต้นได้ แต่แบบตรวจทางการจากสำนักงานปศุสัตว์คือฉบับที่ใช้จริงครับ

ขั้นที่ 1: ขึ้นทะเบียน

  • บัตรประชาชน (หรือเอกสารนิติบุคคล หรือหนังสือมอบอำนาจ)
  • ภาพถ่ายสัตว์
  • จำนวนสัตว์แยกตามประเภทที่เป็นปัจจุบัน
  • ตั้งเตือนให้ปรับปรุงทะเบียนอย่างน้อยปีละครั้ง

ขั้นที่ 2: GFM

  • ขอแบบตรวจ GFM โคเนื้อฉบับปัจจุบันจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ
  • แบ่งพื้นที่เลี้ยงโค เก็บอาหาร และเก็บอุปกรณ์ให้ชัดเจน
  • จุดฆ่าเชื้อคนและยานพาหนะ
  • บันทึกการทำวัคซีนและถ่ายพยาธิ
  • บันทึกอาหารและยาแบบง่าย ๆ

ขั้นที่ 3: GAP (มกษ. 6400-2555)

  • ใบผ่านการอบรม GAP ของกรมปศุสัตว์
  • ผังฟาร์มและคู่มือการจัดการฟาร์ม
  • ซองบังคับสัตว์ ช่องต้อนสัตว์ ร่มเงา รางน้ำ รางอาหาร ใช้งานได้
  • ชื่อสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มที่มีใบอนุญาต
  • ใบรับรองแพทย์ประจำปีของคนงาน
  • เลขประจำตัวสัตว์และบันทึกการผลิตของโคทุกตัว
  • บันทึกการเข้าออกฟาร์มของคนและรถ
  • บันทึกแหล่งที่มาและการกักโรคของโคที่ซื้อเข้า
  • บันทึกวัคซีน (รวมปากและเท้าเปื่อย) การกำจัดพยาธิ และผลตรวจโรคแท้งติดต่อ/วัณโรคประจำปี
  • หลักฐานซื้ออาหารจากแหล่งที่ได้รับอนุญาต
  • แผนจัดการมูล น้ำเสีย ขยะ และซากสัตว์
  • เก็บบันทึกเป็นระเบียบไว้อย่างน้อย 3 ปี

ถามได้ที่ไหน

เริ่มที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ซึ่งรับขึ้นทะเบียน และเป็นที่ยื่นคำขอรับรอง GAP ได้ ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด (คู่มือสำหรับประชาชน, คู่มือการตรวจประเมิน GAP) ถามเจ้าหน้าที่ 3 เรื่อง คือ ทะเบียนของเรายังเป็นปัจจุบันไหม โคของเราใช้แบบตรวจ GFM ฉบับไหน และการอบรม GAP รอบหน้าคือเมื่อไรครับ

ขึ้นทีละขั้นก็พอ ฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนแล้วและจดบันทึกดี ถือว่ามีขั้นแรกที่มั่นคง และเริ่มงานบันทึกที่ GAP ต้องการไว้แล้วครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ