ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

โรคลัมปีสกินปี 2564 บทเรียนที่คนเลี้ยงวัวควรรู้

โรคลัมปีสกิน (LSD) ระบาดในโคและกระบือทั่วไทยปี 2564 แมลงดูดเลือดพาโรคจากคอกสู่คอก วัคซีนกับการคุมการเคลื่อนย้ายช่วยคุมโรค พร้อม 5 วิธีป้องกันสำหรับฟาร์มเล็ก

ปานกลาง9 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

ต้นปี พ.ศ. 2564 คนเลี้ยงโคส่วนใหญ่ในไทยยังไม่เคยได้ยินชื่อโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease หรือ LSD) แต่ต่อมากรมปศุสัตว์นับได้ว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2564 ปีเดียวมี สัตว์ป่วย 627,152 ตัว และตาย 63,757 ตัว และถึงเดือนธันวาคม 2565 แผนที่ของกรมฯ แสดงว่าพบโรคแล้วใน 70 จังหวัด ในเดือนกันยายน 2567 สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์รายงานในการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคของ WOAH ว่า โรคนี้ "ควบคุมได้แล้วด้วยการฉีดวัคซีน" ครับ

บทความนี้เล่าเรื่องนั้นทีละช่วงเวลา จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์และรายงานของกรมปศุสัตว์เอง แล้วสรุปเป็นสิ่งที่ฟาร์มเล็ก ๆ ทำได้ เพื่อให้รู้ตัวเร็วขึ้นเมื่อมีการระบาดครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นลัมปี สกิน หรือโรคอื่นที่คล้ายกันครับ

ลัมปี สกิน คือโรคอะไร

องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) อธิบายว่า ลัมปี สกิน เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มฝีดาษ (สกุล Capripoxvirus) ก่อโรคในโคและกระบือเป็นหลัก อาการที่พบคือ มีไข้ มีตุ่มนูนแข็งตามผิวหนัง (หัว คอ เต้านม และส่วนอื่น) ต่อมน้ำเหลืองบวม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และน้ำนมลด สัตว์ส่วนใหญ่ไม่ตาย แต่ความเสียหายมีจริง ทั้งน้ำหนัก น้ำนม การผสมพันธุ์ และหนังเสียหายครับ

เรื่องที่คนเลี้ยงควรจำมีสองข้อครับ

  • โรคนี้ ติดต่อผ่านแมลงดูดเลือดและเห็บเป็นหลัก ได้แก่ แมลงวันดูดเลือด ยุง และเห็บ การสัมผัสกันโดยตรงมีบทบาทน้อย ส่วนการแพร่ไปไกล ๆ มากับ การเคลื่อนย้ายและซื้อขายสัตว์ (WOAH)
  • โรคนี้ ไม่ติดต่อสู่คน WOAH ระบุว่าคนไม่มีความเสี่ยง รวมถึงจากการกินนมหรือเนื้อ (WOAH)
หลังโคที่มีตุ่มนูนเล็ก ๆ กระจายเต็มผิวหนัง
Photo: Monicacomma, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons (โคพันธุ์ซีบูในเซเนกัล)

เส้นทางสู่ประเทศไทย

ลัมปี สกิน เป็นโรคที่รู้จักกันมานานในแอฟริกา สำหรับเอเชีย ภาพรวมที่ Veerasak Punyapornwithaya จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอในปี พ.ศ. 2566 ในการประชุมประสานงานเรื่อง LSD ครั้งที่ 4 ของ WOAH สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงแผนที่ว่าโรคมาถึงเพื่อนบ้านเมื่อใด คือ เมียนมาและเวียดนามในปี พ.ศ. 2563 ไทย ลาว กัมพูชา และมาเลเซียในปี พ.ศ. 2564 และอินโดนีเซียในปี พ.ศ. 2565 งานวิจัยการระบาดครั้งแรกในไทยระบุว่าบังกลาเทศรายงานโรคนี้ในปี พ.ศ. 2562 ก่อนที่จะแพร่ไปประเทศอื่นในภูมิภาค (Arjkumpa และคณะ, 2565) ภาพรวมชุดเดียวกันยังระบุว่าในปี พ.ศ. 2564 ไทยมีการระบาดของ LSD มากที่สุดในเอเชีย แต่ก็เตือนไว้ด้วยว่าแต่ละประเทศนิยาม "การระบาดหนึ่งครั้ง" ต่างกัน (ฟาร์ม หมู่บ้าน หรืออำเภอ) การเทียบจำนวนระหว่างประเทศจึงทำได้ยากครับ

มีนาคม 2564: ร้อยเอ็ด

การระบาดครั้งแรกที่มีการสอบสวนโรคอย่างละเอียดเกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ด ทีมจากกรมปศุสัตว์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตีพิมพ์ผลในวารสาร Frontiers in Veterinary Science (Arjkumpa และคณะ, 2565) ดังนี้

  • มีรายงานการระบาดใน เดือนมีนาคม 2564 และไทยแจ้งการระบาดที่ยืนยันแล้วครั้งแรกต่อ OIE (ปัจจุบันคือ WOAH) เมื่อ 4 เมษายน 2564 (ส่วน เอกสารนำเสนอของกรมปศุสัตว์เมื่อธันวาคม 2564 ระบุวันที่ต่างไปเล็กน้อย คือรายงานครั้งแรก 5 เมษายน และแจ้ง OIE 9 เมษายน จึงสรุปได้อย่างปลอดภัยว่า "ต้นเดือนเมษายน")
  • การสอบสวนครอบคลุม 293 ฟาร์มใน 4 อำเภอ ได้แก่ อาจสามารถ เสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง และพนมไพร
  • เป็นฟาร์มขนาดเล็กมาก เฉลี่ยฟาร์มละ 4.3 ตัว และ เกษตรกร 97% เลี้ยงไม่ถึง 10 ตัว
  • โคป่วย 516 จาก 1,274 ตัว (40.5%) และ ตาย 15 ตัว (1.2%)
  • ในพื้นที่ไม่มีสัตว์ตัวใดเคยฉีดวัคซีน ผู้วิจัยระบุว่า ก่อนการระบาดครั้งนี้ ไทยยังไม่มีวัคซีนลัมปี สกิน

ข้อมูลที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ที่สุดคือเรื่องแมลง พบแมลงที่อาจเป็นพาหะใน เกือบ 95% ของฟาร์ม โดยพบยุงใน 84% และแมลงวันคอกใน 78% ขณะที่มีเพียง 4 จาก 293 ฟาร์ม ที่ซื้อโคเข้ามาในช่วงสองเดือนก่อนเกิดโรค แปลว่าโรคไม่ได้เข้ามากับสัตว์ใหม่เป็นหลัก แต่ "บิน" จากคอกหนึ่งไปอีกคอกหนึ่งครับ

เกษตรกรก็พยายามป้องกันสัตว์ของตัวเอง ราวครึ่งหนึ่ง (51.5%) ไล่แมลงด้วยการสุมควันจากหญ้าแห้ง ราวหนึ่งในสาม (35%) ใช้หลอดไฟไล่แมลง และมีเพียงส่วนน้อยที่พ่นยาฆ่าแมลง (Arjkumpa และคณะ, 2565) ภาพรวมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชี้ว่า ควันจากการเผาหญ้าทำได้แค่ไล่แมลง ไม่ได้ฆ่าแมลง (Punyapornwithaya, 2566)

โคป่วยตัวเดียวก็พอ แมลงวันดูดเลือดพาเชื้อไปยังตัวถัดไป ส่วนมุ้งที่คลุมตัวที่สามช่วยตัดวงจรได้
แมลงวันคอกเกาะอยู่บนใบไม้สีเขียว
Photo: Stu's Images, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons (แมลงวันคอก Stomoxys calcitrans)

เมษายนถึงธันวาคม 2564: ลามทั้งประเทศ

จากร้อยเอ็ด โรคแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ตัวเลขรายงานการระบาดรายเดือนในปี พ.ศ. 2564 จาก รายงานของกรมปศุสัตว์เมื่อธันวาคม 2564 แสดงรูปร่างของการระบาดได้ชัด

เดือน (พ.ศ. 2564) จำนวนรายงานการระบาด
เมษายน 65
พฤษภาคม 488
มิถุนายน 601
กรกฎาคม 347
สิงหาคม 149
กันยายน 42
ตุลาคม 30
พฤศจิกายน 24
ธันวาคม (ถึงวันที่ 7) 1

จุดสูงสุดอยู่ในเดือนมิถุนายน ถึงต้นเดือนธันวาคม 2564 รายงานฉบับเดียวกันนับได้ว่ามีพื้นที่เกิดโรค 68 จาก 77 จังหวัด 273,298 ฟาร์ม โคและกระบือป่วย 596,506 ตัว และตาย 59,509 ตัว ตัวเลขทั้งปีที่สรุปภายหลังสูงกว่านั้น คือสัตว์ป่วย 627,152 ตัว (กรมปศุสัตว์, ธันวาคม 2565) เมื่อผมลองคำนวณดู ทั้งประเทศมีสัตว์ตายประมาณ 1 ตัวต่อสัตว์ป่วย 10 ตัว สูงกว่า 1.2% ที่ร้อยเอ็ดมาก แต่ตัวเลขสองชุดนี้นับด้วยวิธีต่างกัน จึงไม่ควรเทียบกันตรง ๆ ครับ

เกือบทั้งหมดเป็นโคเนื้อ ในช่วงปี พ.ศ. 2564–2565 กรมปศุสัตว์รายงาน โคเนื้อ 616,260 ตัว โคนม 12,341 ตัว กระบือ 3,681 ตัว และ กระทิง 4 ตัว (กรมปศุสัตว์, ธันวาคม 2565) เชื้อยังไปถึงสัตว์ป่าด้วย กรมปศุสัตว์รายงานว่าพบเชื้อในกระทิงที่ตายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อมิถุนายน 2564 และต่อมาพบในวัวแดงและเลียงผา (กรมปศุสัตว์, ธันวาคม 2564)

ลูกโคในคอกที่มีตุ่มนูนจำนวนมากตามตัวและขา
Photo: Pavanaja, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons (ลูกโคป่วยลัมปี สกิน)

อะไรทำให้สถานการณ์พลิกกลับ

ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2564 ไทยใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ ปิดตลาดนัดโคกระบือ ควบคุมแมลง ฆ่าเชื้อในฟาร์ม เฝ้าระวังโรคเชิงรุก และสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน (Punyapornwithaya และคณะ, 2567) แต่สิ่งที่เปลี่ยนสถานการณ์มากที่สุดคือวัคซีนครับ

  1. เริ่มจากฉีดเป็นวงรอบจุดเกิดโรค (ring vaccination) เดือนมิถุนายน 2564 รัฐบาลเริ่มรณรงค์ฉีดวัคซีน วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ล็อตแรก 360,000 โดส (LUMPYVAX® จากแอฟริกาใต้) ฉีดให้สัตว์ในพื้นที่เสี่ยงสูงรอบจุดเกิดโรค (Punyapornwithaya และคณะ, 2567; กรมปศุสัตว์, 2564) กรมปศุสัตว์อธิบายว่าช่วงนี้ฉีดให้สัตว์ที่ไวต่อโรคในรัศมี 50 กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค (กรมปศุสัตว์, 2565)
  2. จากนั้นฉีดเพื่อป้องกัน วัคซีนล็อตที่สอง 5 ล้านโดส (MEVAC® จากอียิปต์) ตั้งเป้าครอบคลุมโคมากกว่า 80% ในพื้นที่ที่ยังไม่มีรายงานโรค ถึงธันวาคม 2564 ฉีดไปแล้วประมาณ 3 ล้านตัว จากเป้าหมาย 5.3 ล้านตัว กรมปศุสัตว์ ไม่พบการระบาดในกลุ่มสัตว์ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และพบอาการข้างเคียง น้อยกว่า 1% ของสัตว์ที่ฉีด (กรมปศุสัตว์, 2564)
  3. แล้วจึงมีวัคซีนที่ผลิตในไทย กรมปศุสัตว์เริ่มผลิตวัคซีนเชื้อตายเอง ประมาณ 50,000 โดสต่อเดือนในปี พ.ศ. 2565 และราว 1,000,000 โดสต่อปีในปี พ.ศ. 2566 ควบคู่กับวัคซีนนำเข้าเพิ่มเติม โดยฉีดทั้งโคและกระบือ
แมลงพาโรคไปยังฟาร์มใกล้เคียง วัคซีนชุดแรกจึงฉีดเป็นวงรอบจุดเกิดโรค คลื่นการระบาดช้าลงและหยุดที่ฟาร์มที่ฉีดวัคซีนแล้ว

ตัวเลขลดลงอย่างชัดเจน สัตว์ป่วยลดจาก 627,152 ตัวในปี พ.ศ. 2564 เหลือ 4,646 ตัวในปี พ.ศ. 2565 (กรมปศุสัตว์, 2565) และ 162 ตัวในปี พ.ศ. 2566 ตามที่รายงานเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีนั้น (กรมปศุสัตว์, 2566) งานวิจัยเชิงสถิติชิ้นหนึ่งประเมินว่า จำนวนสัตว์ป่วยหลังรณรงค์ฉีดวัคซีนต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหากไม่มีวัคซีนมาก แต่ก็ระบุด้วยว่ามาตรการอื่นดำเนินไปพร้อมกัน จึงยกความดีความชอบให้วัคซีนทั้งหมดไม่ได้ (Punyapornwithaya และคณะ, 2567)

ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่ายสูง รายงานของกรมปศุสัตว์เมื่อธันวาคม 2565 ระบุว่าใช้วัคซีน 5,915,230 โดส รักษาสัตว์ใน 206,721 ฟาร์ม พ่นยาฆ่าแมลงใน 227,121 ฟาร์ม ให้ความรู้เกษตรกร 434,994 ราย และจ่ายเงินชดเชย 1,236,167,070 บาท (กรมปศุสัตว์, 2565)

แผนที่นำทางของกรมปศุสัตว์ตั้งเป้าว่าไทยจะไม่มีการระบาดของลัมปี สกิน ในปี พ.ศ. 2567–2568 และประกาศตนเองว่าปลอดโรคในปี พ.ศ. 2569–2572 โดยระบุว่าหัวใจคือการฉีดวัคซีนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน (กรมปศุสัตว์, 2566)

บทเรียนสำหรับฟาร์มเล็กวันนี้

เรื่องราวปี พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นนิสัยไม่กี่อย่างที่ลงทุนน้อยแต่ช่วยได้มาก กฎระเบียบเปลี่ยนได้ จึงควรสอบถามรายละเอียดกับปศุสัตว์อำเภอทุกครั้งครับ

1. ฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด

เมื่อตุลาคม 2566 ไทยรัฐ รายงานคำแนะนำของอธิบดีกรมปศุสัตว์ว่า วัคซีนเชื้อเป็นฉีดปีละครั้ง เริ่มได้ตั้งแต่ลูกสัตว์อายุ 1 เดือน ส่วน วัคซีนเชื้อตายฉีดปีละ 2 ครั้ง เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือน กรมปศุสัตว์ยังระบุว่าในปีหลัง ๆ พบโรคกลับมาในสัตว์อายุน้อย จึงให้ความสำคัญกับลูกโคก่อน (กรมปศุสัตว์, 2566) เก็บหลักฐานการฉีดวัคซีนไว้ให้ดี เพราะต้องใช้ตอนเคลื่อนย้ายสัตว์ (ดูข้อ 4) ครับ

2. อย่ามองข้ามเรื่องแมลง

ฟาร์มในร้อยเอ็ดแทบทุกฟาร์มมีแมลงพาหะ และงานวิจัยต่อมาในฝูงโคเนื้อ 489 ฝูงใน 3 จังหวัดพบว่า ฝูงที่ ไม่มีการจัดการแมลงมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าราว 2 เท่า (adjusted odds ratio 2.05) (Arjkumpa และคณะ, 2567) ในคำเตือนปี พ.ศ. 2566 กรมปศุสัตว์ระบุว่าโรคระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งมียุง ริ้น แมลงวัน เหลือบ และเห็บมาก และแนะนำให้กางมุ้ง ใช้ยาไล่แมลงกับตัวสัตว์ และพ่นยาฆ่าแมลงในคอก (ไทยรัฐ, 2566) กรมปศุสัตว์ก็บอกชัดว่ายาไล่แมลงช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ป้องกันการติดต่อไม่ได้ทั้งหมด (กรมปศุสัตว์, 2564) จึงต้องทำควบคู่กับการฉีดวัคซีน ไม่ใช่ใช้แทนกันครับ

3. แยกสัตว์ใหม่ไว้ก่อน

แม้ที่ร้อยเอ็ดจะมีการซื้อสัตว์เข้ามาน้อย แต่การเคลื่อนย้ายสัตว์คือทางที่โรคเดินทางไปไกล (WOAH) และงานศึกษาห่วงโซ่การผลิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่าพ่อค้าสัตว์มีบทบาทสำคัญต่อการแพร่ของโรค (Punyapornwithaya, 2566) กรมปศุสัตว์แนะนำให้แยกสัตว์ที่ซื้อเข้ามาใหม่ไว้ อย่างน้อย 14 วัน และแยกตัวที่มีอาการออกจากฝูง (ไทยรัฐ, 2566)

สัตว์ใหม่อยู่คอกแยกสักสองสัปดาห์ก่อนเข้าฝูง

4. เคลื่อนย้ายสัตว์เมื่อมีเอกสารครบเท่านั้น

ในปี พ.ศ. 2566 กรมปศุสัตว์อธิบายหลักไว้ว่า สัตว์ที่ฉีดวัคซีนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 30 วันและไม่เกิน 1 ปี เคลื่อนย้ายได้พร้อมใบรับรองการฉีดวัคซีน ส่วนสัตว์ที่ไม่ได้ฉีด (หรือฉีดมาไม่ถึง 30 วัน หรือเกิน 1 ปีแล้ว) เคลื่อนย้ายได้เฉพาะไปโรงฆ่าสัตว์ภายในภูมิภาค (กรมปศุสัตว์, 2566) หลักเกณฑ์นี้เคยเปลี่ยนมาแล้ว เมื่อธันวาคม 2565 กรมปศุสัตว์ระบุว่าการเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดต้องฉีดวัคซีนมาแล้ว มากกว่า 30 วันแต่ไม่ถึง 180 วัน ก่อนซื้อหรือขาย ควรถามปศุสัตว์อำเภอว่าหลักเกณฑ์ล่าสุดเป็นอย่างไรครับ

5. แจ้งโรคให้เร็ว

รายงานของกรมปศุสัตว์ปี พ.ศ. 2564 ระบุว่า ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เกษตรกรที่พบสัตว์มีอาการของลัมปี สกิน ต้องแจ้งภายใน 12 ชั่วโมง (กรมปศุสัตว์, 2564) แจ้งสัตว์ป่วยหรือตายผิดปกติได้ที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ตำบล หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 (ไทยรัฐ, 2566) ยิ่งแจ้งเร็ว วงป้องกันก็เริ่มได้ใกล้ฟาร์มของเรามากขึ้น แทนที่จะเริ่มหลังจากเชื้อผ่านไปแล้วครับ

สำหรับผู้ที่อยากอ่านต่อ

นักวิจัยไทยเขียนเรื่องการระบาดปี พ.ศ. 2564 ไว้มาก ภาพรวมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รวบรวมงานตีพิมพ์ไว้ 10 ชิ้น (Punyapornwithaya, 2566) เช่น งานศึกษาเรื่อง

  • รูปแบบการระบาดตามพื้นที่และเวลาในฟาร์มโคนมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ
  • การพยากรณ์จำนวนสัตว์ป่วยรายวัน และแบบจำลองการเติบโตของการระบาดจากข้อมูลทั้งประเทศ พ.ศ. 2564–2565
  • รัศมีการแพร่เชื้อ (transmission kernel) จากข้อมูลการระบาดในไทย ซึ่งชี้ว่าส่วนใหญ่แพร่ในระยะใกล้
  • ลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อที่เก็บจากภาคเหนือในปี พ.ศ. 2564
  • ผลกระทบของโรคต่อปริมาณน้ำนมรายเดือนของฟาร์มโคนมในขอนแก่น
  • ชุดตรวจ ELISA ที่พัฒนาเองสำหรับตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ

งานภาคสนามสองชิ้นที่ผมใช้มากที่สุดเปิดให้อ่านฟรี ได้แก่ งานวิจัยการระบาดที่ร้อยเอ็ด และ งานศึกษาปัจจัยเสี่ยงใน 489 ฝูง ครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ