ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

ทำไมต้องชั่งน้ำหนักวัว จดตัวเลขไว้คุยราคากับพ่อค้า

ชั่งน้ำหนักโคเนื้อเป็นประจำและจดบันทึกตามแนว มกษ. 6400-2555 ให้มีตัวเลขไว้เทียบกับราคาที่พ่อค้าเสนอ พร้อมวิธีใช้เทปวัดรอบอกเมื่อไม่มีตาชั่ง

เริ่มต้น10 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

ลองนึกภาพพ่อค้ามายืนหน้าคอก มองโคของเราไม่กี่วินาที เดินดูรอบหนึ่ง แล้วบอกราคา เรารู้สึกว่าโคตัวนี้น่าจะได้มากกว่านั้น แต่ไม่มีอะไรมายืนยันนอกจากความรู้สึก พ่อค้าเห็นโคมาเป็นพันตัว ส่วนเราเห็นแค่โคของเราเอง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองครับ งานวิจัยที่สำรวจฟาร์มโคเนื้อ 100 ฟาร์มในจังหวัดพะเยาพบว่า พ่อค้าคนกลางประมาณน้ำหนักโคมีชีวิตด้วยการมองดูเท่านั้น และราคาขึ้นอยู่กับความพอใจของพ่อค้า เพราะเกษตรกรมีอำนาจต่อรองน้อย (Thannithi และคณะ, 2568)

บทความนี้จะพาไปดูฟาร์มสมมติฟาร์มหนึ่งตลอดหนึ่งฤดู ฟาร์ม เจ้าของ และเหตุการณ์แต่ละเดือนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้เล่าง่าย แต่ข้อเท็จจริงทุกข้อมีแหล่งอ้างอิงที่เปิดอ่านเองได้ และจะไม่มีการแต่งผลลัพธ์ของฟาร์มขึ้นมา เช่น "โคโตขึ้นกี่กิโล ขายได้กี่บาท" สิ่งที่อยากชวนคือนิสัยการจดบันทึก ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะได้กำไรครับ

ก่อนเริ่มฤดู: จดบันทึกไปทำไม

ฟาร์มของเรามีขนาดแบบที่พบบ่อย ในงานวิจัยที่พะเยา การเลี้ยงโคเนื้อส่วนใหญ่เป็นรายย่อย เฉลี่ยประมาณ 7 ตัวต่อฟาร์ม (Thannithi และคณะ) บทความทบทวนเรื่องการผลิตโคเนื้อไทยเมื่อ พ.ศ. 2561 บอกว่าเกษตรกรที่เลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูกมักมีแม่โค 2 ถึง 10 ตัว และเขียนไว้ตรง ๆ ว่า ราคาโคขึ้นอยู่กับพันธุ์และน้ำหนักมีชีวิต (Bunmee และคณะ, 2561)

ถ้าน้ำหนักมีชีวิตเป็นตัวกำหนดราคา คนที่รู้น้ำหนักจริงก็ต่อรองได้ดีกว่า งานวิจัยที่พะเยาแสดงความต่างของแต่ละช่องทางไว้ชัดเจน

ผู้ซื้อ รู้น้ำหนักได้อย่างไร แหล่งที่มา
พ่อค้าคนกลาง (ตลาดดั้งเดิม) ประมาณด้วยสายตา Thannithi และคณะ
วิสาหกิจชุมชน (ตลาดระดับกลาง) ชั่งน้ำหนักมีชีวิตด้วยตาชั่ง และหลังเชือดมักคิดเปอร์เซ็นต์ซาก 50% ขึ้นไปของน้ำหนักมีชีวิต Thannithi และคณะ
สหกรณ์ตลาดพรีเมียม ดูเกรดซากและคุณภาพเนื้อ Thannithi และคณะ

ในงานวิจัยเดียวกัน โคกระจายผ่านพ่อค้าคนกลาง 65% ตลาดรอง 25% และวิสาหกิจชุมชน 10% แปลว่าโคส่วนใหญ่ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักประมาณน้ำหนักด้วยสายตา

การจดบันทึกไม่ได้บังคับให้ผู้ซื้อจ่ายมากขึ้น แต่ทำให้เรามีของจริงไว้เทียบกับราคาที่เขาเสนอครับ

ตาชั่งเปลี่ยนคำว่า "ดูแล้วน่าจะประมาณนี้" ให้เป็นตัวเลขที่จดและเทียบได้
โคเนื้อสีดำยืนอยู่บนเครื่องชั่งในคอกเหล็ก
ภาพ: Ian Poellet, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons

เดือนที่ 1: ตัดสินใจว่าจะจดอะไร

เจ้าของฟาร์มซื้อสมุดมาหนึ่งเล่ม แล้วแบ่งให้โคแต่ละตัวมีหน้าของตัวเอง คำถามคือ ควรจดอะไรบ้าง

ตัวช่วยที่ดีคือมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 6400-2555 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 (มกษ. 6400-2555 ฉบับเต็ม) ไม่จำเป็นต้องขอรับรอง GAP ก็หยิบแนวคิดมาใช้ได้ ในหมวดการบันทึกข้อมูล มาตรฐานกำหนดให้ฟาร์ม

  • จัดทำบันทึกผลการปฏิบัติงานในขั้นตอนสำคัญของการจัดการฟาร์ม และข้อมูลประวัติของสัตว์
  • ครอบคลุมข้อมูลด้านการผลิต เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับตัวสัตว์ (เลขรหัสประจำตัวสัตว์) อาหารสัตว์ การจัดการฝูง สุขภาพสัตว์ การป้องกันและควบคุมโรค สวัสดิภาพสัตว์ และการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • เก็บรักษาบันทึกไว้ให้ตรวจสอบได้อย่างน้อย 3 ปี

ในหมวดอื่น มาตรฐานยังกำหนดให้มีโปรแกรมสร้างภูมิคุ้มกันโรค เช่น วัคซีนโรคปากและเท้าเปื่อยหรือวัคซีนอื่นตามความเหมาะสม มีโปรแกรมกำจัดพยาธิภายในและภายนอก และมีบันทึกการผ่านเข้าออกฟาร์มที่ตรวจสอบได้ (มกษ. 6400-2555)

มาตรฐานไม่ได้เขียนคำว่า "น้ำหนัก" ไว้ตรง ๆ แต่น้ำหนักก็เป็นข้อมูลด้านการผลิตอย่างหนึ่ง และเป็นตัวเลขที่ผู้ซื้อสนใจที่สุด เจ้าของฟาร์มของเราจึงจดสำหรับโคแต่ละตัวดังนี้

  1. ตัวตนของโค: เบอร์หูหรือหมายเลข เพศ พันธุ์หรือสายเลือด
  2. วันเกิด (หรือวันที่ซื้อและชื่อผู้ขาย ถ้าซื้อเข้ามา)
  3. วัคซีนและการรักษา: วันที่ ให้อะไร ใครเป็นคนให้
  4. การเคลื่อนย้าย: โคออกจากหรือเข้ามาในฟาร์มเมื่อไร ไปที่ไหน หรือมาจากไหน
  5. น้ำหนัก: วันที่และกิโลกรัม ทุกครั้งที่ชั่งหรือวัด

การจดการเคลื่อนย้ายมีเหตุผลทางกฎหมายด้วย ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ผู้ที่จะนำโคหรือกระบือไปยังท้องที่จังหวัดอื่นต้องทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ และต้องได้รับใบอนุญาตจากสัตวแพทย์ประจำท้องที่ต้นทางทุกครั้ง (พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ ฉบับแปลภาษาอังกฤษ) ถ้าเราจดเบอร์หูและการเคลื่อนย้ายไว้อยู่แล้ว เรื่องเอกสารก็ง่ายขึ้นครับ

ชั่งหนึ่งครั้ง จดหนึ่งบรรทัด: เดือน เบอร์หู น้ำหนัก ตอนจดอาจน่าเบื่อ แต่มีประโยชน์มากตอนกลับมาอ่าน

เดือนที่ 2 ถึง 4: ชั่งน้ำหนักเมื่อไม่มีตาชั่งของตัวเอง

ฟาร์มเล็กส่วนใหญ่ไม่มีตาชั่งโค นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็เขียนไว้ว่า ตาชั่งเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ไม่ค่อยมีในฟาร์มขนาดเล็ก (Raungprim และคณะ, 2564, Buffalo Bulletin) แล้วเจ้าของฟาร์มของเราจะได้ตัวเลขมาจากไหนล่ะครับ

ทางเลือกที่ 1: ใช้ตาชั่งร่วมกัน

ถ้าใกล้บ้านมีวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ หรือจุดรับซื้อที่ชั่งโคด้วยตาชั่ง (งานวิจัยที่พะเยาก็เล่าว่าวิสาหกิจชุมชนทำแบบนี้) ลองถามว่าขอนำโคไปชั่งก่อนขายได้ไหม จะถามสำนักงานปศุสัตว์อำเภอว่าแถวนี้ใครมีตาชั่งก็ได้ แค่ได้ชั่งจริงสักหนึ่งหรือสองครั้งต่อฤดู ก็มีจุดอ้างอิงไว้เทียบกับตัวเลขอื่น ๆ แล้วครับ

ทางเลือกที่ 2: เทปวัดรอบอก แล้วเทียบกับตาชั่งจริง

รอบอกคือความยาวรอบลำตัวตรงหลังขาหน้า งานวิจัยหลายชิ้นพบว่ารอบอกสัมพันธ์กับน้ำหนักมีชีวิตมาก

  • ในกระบือปลักอายุน้อย (0 ถึง 25 เดือน) 172 ตัว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สมการที่ใช้รอบอกอย่างเดียวประมาณน้ำหนักได้แม่นยำเฉลี่ย 98.92% ในการทดสอบของผู้วิจัย และผู้วิจัยสรุปว่าวัดรอบอกครั้งเดียวด้วยเทปวัดรอบอกในพื้นที่ได้ง่าย (Raungprim และคณะ, 2564)
  • ในโคลูกผสมบราห์มัน F1 อายุ 6 ถึง 36 เดือน 210 ตัว ที่ศึกษาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรบังคลาเทศและสถาบันวิจัยปศุสัตว์บังคลาเทศ รอบอกมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักสูงที่สุด (r = 0.96) และอธิบายความแปรปรวนของน้ำหนักได้ประมาณ 93% (Rashid และคณะ, 2558)

งานวิจัยชุดเดียวกันนี้ก็มีข้อควรระวังสองข้อ งานกระบือศึกษาในกระบือปลักอายุน้อย และผู้วิจัยยังบอกว่าต้องศึกษาเพิ่มเพื่อพัฒนาเทปวัดรอบอกสำหรับใช้ในพื้นที่ ส่วนงานโคบราห์มันใช้สมการต่างกันในแต่ละช่วงอายุ พูดง่าย ๆ คือ เทปวัดรอบอกให้ค่าประมาณ และสูตรของมันทำมาสำหรับสัตว์บางกลุ่ม เหมาะที่สุดสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของโคตัวเดิมไปเรื่อย ๆ และควรเทียบกับตาชั่งจริงเมื่อมีโอกาส

ตาชั่งปศุสัตว์ไม้แบบเก่า มีลูกตุ้มวางอยู่บนแท่น ในพิพิธภัณฑ์ฟาร์ม
ภาพ: Nemracc, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons

จะใช้วิธีไหนก็ตาม ให้ใช้วิธีเดิม ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันของวัน ทุกเดือน ตัวเลขจะได้เทียบกันได้

เดือนที่ 5: เงินส่วนใหญ่หมดไปกับอาหาร

ถึงตอนนี้ เจ้าของฟาร์มมีน้ำหนักโคแต่ละตัวสามถึงสี่ครั้งแล้ว ทำไมเรื่องนี้สำคัญในเดือนที่ 5 เพราะอาหารสัตว์แพง และน้ำหนักคือสิ่งที่บอกว่าอาหารคุ้มหรือไม่ครับ

  • บทความทบทวนเมื่อ พ.ศ. 2561 บอกว่าในระบบขุนโคของไทย อาหารข้นคิดเป็น 60% ถึง 80% ของต้นทุนการผลิต ขึ้นกับฤดูกาล ที่ตั้งฟาร์ม และความเข้มข้นของการเลี้ยง (Bunmee และคณะ, 2561)
  • งานวิจัยที่พะเยาบอกว่าอาหารเป็นต้นทุนสูงสุดของฟาร์มโคเนื้อ มากกว่า 70% ของต้นทุนผันแปร และแนะนำให้เข้าใจความต้องการของโคในแต่ละช่วง และไม่ให้อาหารเกินความจำเป็น (Thannithi และคณะ)

อ่านตารางด้วย ไม่ใช่แค่หัวข้อ ในตารางต้นทุนของฟาร์มที่พะเยาเอง ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งสามกลุ่มคือค่าซื้อโค ค่าอาหารหยาบรวมกับอาหารข้นคิดเป็นประมาณ 4.7% ของต้นทุนทั้งหมดในฟาร์มตลาดดั้งเดิม 14.9% ในฟาร์มตลาดระดับกลาง และ 23.8% ในฟาร์มตลาดพรีเมียม (ผู้เขียนรวมเองจากตารางที่ 3 ของงานวิจัย) สัดส่วนค่าอาหารสูงขึ้นเมื่อฟาร์มให้อาหารข้นมากขึ้น ตัวเลขของฟาร์มเราจะเป็นเท่าไรขึ้นกับวิธีเลี้ยงของเราเอง

นี่คือเหตุผลที่น้ำหนักรายเดือนมีประโยชน์มาก ถ้าเราเปลี่ยนอาหารในเดือนที่ 5 (เช่น เพิ่มอาหารข้น หรือเปลี่ยนหญ้า) การชั่งสองครั้งถัดไปจะบอกว่าโคโตเร็วขึ้น เท่าเดิม หรือช้าลง ถ้าไม่มีน้ำหนัก เราก็ได้แต่เดาว่าเงินที่จ่ายเพิ่มไปได้ผลหรือเปล่าครับ

เมื่อจุดน้ำหนักหยุดไต่ขึ้น แปลว่าโคโตช้าลงแล้ว ถึงเวลาดูเรื่องอาหารหรือคิดเรื่องขาย

เดือนที่ 6: ตัดสินใจว่าจะขายเมื่อไรและขายที่ไหน

พอถึงเดือนที่ 6 แต่ละหน้ามีแถวน้ำหนักสั้น ๆ แล้ว เจ้าของฟาร์มดูสองเรื่อง

เส้นยังไต่ขึ้นอยู่ไหม ถ้าเส้นขึ้นแล้วเริ่มแบน แปลว่าโคเพิ่มน้ำหนักได้น้อยลงในแต่ละเดือน แต่ทุกเดือนที่เลี้ยงต่อยังมีค่าอาหาร เราเท่านั้นที่ตัดสินได้ว่าจุดไหนไม่คุ้มแล้ว แต่ตอนนี้เรามองเห็นมันได้แล้ว

ผู้ซื้อแบบไหนเหมาะกับโคตัวนี้ งานวิจัยที่พะเยาเล่าว่าแต่ละตลาดต้องการโคแบบไหน

  • ตลาดดั้งเดิม: โคพื้นเมืองไทย โคบราห์มัน และลูกผสมบราห์มัน ขุน 8 ถึง 12 เดือนจนได้ 350 ถึง 400 กิโลกรัม ขายให้พ่อค้าคนกลางเป็นหลักโดยประเมินด้วยสายตา
  • ตลาดระดับกลาง: โคเพศผู้ลูกผสมที่มีเลือดพันธุ์ปรับปรุง 50% ขึ้นไป อายุไม่ถึง 2 ปี น้ำหนักเริ่มต้นประมาณ 250 ถึง 350 กิโลกรัม ขุน 3 ถึง 6 เดือนจนได้ 500 ถึง 550 กิโลกรัม ขายโดยใช้ระบบชั่งน้ำหนักมาตรฐานและเกรดซาก (Thannithi และคณะ)

ก่อนคุยกับผู้ซื้อ เจ้าของฟาร์มยังเช็กราคาตลาดด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยแพร่ราคาโคเนื้อที่เกษตรกรขายได้ เป็นค่าเฉลี่ยระดับประเทศรายเดือน หน่วยบาทต่อกิโลกรัม บนเว็บไซต์ข้อมูลเปิดภาครัฐ (ชุดข้อมูลของ สศก.) ราคาเฉลี่ยทั้งประเทศไม่ใช่ราคาในพื้นที่ของเรา แต่ถ้ามีน้ำหนักล่าสุดกับราคาต่อกิโลกรัม ก็คิดเลขคร่าว ๆ ไว้ก่อนผู้ซื้อจะเสนอราคาได้ และถามเขาได้ว่าคิดราคาอย่างไรครับ

ฝูงโคไทยสีขาว น้ำตาล และดำ ยืนหลบแดดใต้ต้นไม้ริมสระน้ำ
ภาพ: Christophe95, CC BY-SA 4.0, Wikimedia Commons

สมุดกระดาษหรือแอปในมือถือ

ใช้ได้ทั้งคู่ครับ สมุดแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องชาร์จแบต และเปิดให้ผู้ซื้อหรือเจ้าหน้าที่ดูได้ง่าย ส่วนแอปในมือถือวาดเส้นการเติบโตให้เราได้ และไม่เปียกฝนหายไปง่าย ๆ

เครื่องมือดิจิทัลมีอยู่แล้ว รวมถึงของภาครัฐ แอป e-Regist ของกรมปศุสัตว์ระบุในหน้าร้านแอปว่า ใช้ลงทะเบียน บันทึก และอัปเดตข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลฟาร์ม และข้อมูลการเลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ (DLD e-Regist บน App Store) แอปฟาร์มของเอกชนก็มีเช่นกัน งานวิจัยที่พะเยามองว่าระบบติดตามและบันทึกข้อมูลที่ดี รวมถึงระบบที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแนวทางในอนาคตของฟาร์มโคเนื้อ (Thannithi และคณะ)

ความเห็นของผู้เขียนคือ เครื่องมือที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่เราใช้จริงทุกเดือน ถ้าสมุดง่ายกว่าก็เริ่มจากสมุด ถ้าวันหลังย้ายไปใช้แอป บันทึกในสมุดก็ยังเป็นประวัติของโคอยู่ดี

เช็กลิสต์ปลายฤดู

  • โคทุกตัวมีเบอร์หูหรือหมายเลข และมีหน้าหรือแฟ้มบันทึกของตัวเอง
  • จดวันเกิดหรือวันที่ซื้อ เพศ และพันธุ์ไว้แล้ว
  • วัคซีนและการรักษาทุกครั้งมีวันที่กำกับ
  • จดการเคลื่อนย้ายเข้าออกฟาร์มทุกครั้ง และมีใบอนุญาตเมื่อนำโคไปจังหวัดอื่น
  • โคแต่ละตัวมีน้ำหนักเกือบทุกเดือน ชั่งหรือวัดด้วยวิธีเดิมทุกครั้ง
  • ถ้าใช้เทปวัดรอบอก ได้เทียบกับตาชั่งจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  • จดไว้ว่าเปลี่ยนอาหารเมื่อไร อย่างไร เพื่อเทียบกับน้ำหนัก
  • ก่อนขาย รู้น้ำหนักล่าสุดและราคาล่าสุดของ สศก. และถามผู้ซื้อแล้วว่าคิดราคาอย่างไร
  • เก็บบันทึกไว้ในที่ปลอดภัยอย่างน้อย 3 ปี

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ขายได้ดีทุกครั้ง แต่ครั้งหน้าที่มีคนมายืนดูโคของเราแล้วตีราคาด้วยสายตา เราก็มีตัวเลขของเราเองอยู่ในมือครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ