ข้ามไปยังเนื้อหา
กลับไปหน้าบทความ
ปศุสัตว์ไทย

ฟางหมักยูเรียทำอย่างไร ช่วยวัวได้แค่ไหน

วิธีทำฟางข้าวหมักยูเรียตามสูตรในงานวิจัยกองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ฟาง 100 กก. ยูเรีย 5 กก. น้ำ 100 ลิตร หมัก 21 วัน พร้อมผลที่วัดได้และข้อควรระวัง

เริ่มต้น8 นาทีในการอ่าน

ในบทความนี้

ฟางหมักยูเรียคือฟางข้าวที่รดด้วยน้ำผสมปุ๋ยยูเรีย แล้วปิดให้มิดไว้ราวสามสัปดาห์ ระหว่างนั้นยูเรียจะสลายเป็นแอมโมเนีย ทำให้ฟางมีโปรตีนสูงขึ้นและวัวย่อยได้มากขึ้น สูตรที่ใช้ในงานวิจัยของกรมปศุสัตว์คือ ฟางแห้ง 100 กิโลกรัม ยูเรีย 5 กิโลกรัม และน้ำ 100 ลิตร

ฟางหมักยูเรียไม่ได้ทำให้ฟางกลายเป็นหญ้าคุณภาพดี แต่ช่วยให้ฟางที่มีอยู่แล้วในนาใช้เลี้ยงวัวได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะหน้าแล้งที่หญ้าสดมีน้อยครับ

ละลายยูเรีย 5 กิโลกรัมในน้ำ 100 ลิตร รดฟาง 100 กิโลกรัมทีละชั้นในบ่อ คลุมพลาสติกปิดไว้ราว 21 วัน แล้วเปิดผึ่งให้แอมโมเนียออกก่อนให้วัวกิน

บทความนี้เขียนเป็นขั้นตอนตามลำดับที่ทำจริง ตั้งแต่เหตุผลที่ต้องหมัก วิธีทำ วิธีให้กิน ผลที่วัดได้ และข้อห้ามเรื่องยูเรีย

ทำไมฟางข้าวธรรมดาให้คุณค่าอาหารน้อย

เพราะฟางข้าวมีโปรตีนต่ำและย่อยยาก ฐานข้อมูลอาหารสัตว์ Feedipedia ซึ่งเป็นโครงการร่วมของ INRAE, CIRAD, AFZ และ FAO สรุปว่าฟางข้าวเป็นแหล่งพลังงานได้ แต่มีโปรตีนต่ำ (2 ถึง 7%) และมีซิลิกาสูงจนย่อยได้น้อย ฟางข้าวมีลิกนินน้อยกว่าฟางชนิดอื่น แต่มีซิลิกามากกว่า และส่วนใบมีซิลิกามากกว่าส่วนลำต้น

ค่าเฉลี่ยในตารางของ Feedipedia คือ ฟางข้าวมีโปรตีนหยาบ 4.2% ของวัตถุแห้ง และวัวย่อยอินทรียวัตถุได้ 49.8% (Feedipedia) ส่วนในงานของกรมปศุสัตว์ที่ผมใช้เป็นหลักในบทความนี้ ฟางข้าวที่นำมาทดลองวัดโปรตีนหยาบได้เพียง 2.37% (วิทยา และคณะ, รายงานผลงานวิจัยกองอาหารสัตว์ พ.ศ. 2550)

Feedipedia ระบุด้วยว่าถ้าจะให้สัตว์รุ่นโตได้ดีจากอาหารที่มีฟางเป็นหลัก อาหารต้องมีโปรตีนหยาบราว 8 ถึง 10% ฟางธรรมดาจึงขาดโปรตีนอยู่มาก

ยูเรียเปลี่ยนฟางได้อย่างไร

ยูเรียที่ละลายน้ำแล้วรดลงบนฟาง จะถูกเอนไซม์ยูรีเอส (urease) ที่มีอยู่ในฟาง และแบคทีเรียที่ติดอยู่บนผิวฟาง ย่อยสลายจนได้แก๊สแอมโมเนีย ตามเอกสารฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี แอมโมเนียทำให้โครงสร้างลิกนินในฟางแตกตัว จุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมนจึงย่อยฟางได้เร็วขึ้น (มทส., การทำฟางหมักยูเรีย)

ผลที่ได้มีสองส่วน ส่วนแรกคือไนโตรเจนจากแอมโมเนียค้างอยู่ในฟาง ค่าโปรตีนหยาบจึงสูงขึ้น ส่วนที่สองคือผนังเซลล์ของฟางย่อยได้ง่ายขึ้น วัวจึงได้พลังงานจากฟางปริมาณเท่าเดิมมากขึ้น

ยูเรียที่ใช้คือปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 แบบที่ใช้ใส่พืชไร่ (มทส.) การหมักต้องปิดให้มิด เพราะถ้าแอมโมเนียรั่วออกไป ไนโตรเจนส่วนนั้นก็หายไปด้วย

ต้องเตรียมอะไรบ้าง และใช้สัดส่วนเท่าไร

สัดส่วนในงานวิจัยกองอาหารสัตว์ คือ ฟางแห้ง : ยูเรีย : น้ำ = 100 : 5 : 100 (วิทยา และคณะ)

ของที่ต้องใช้ ต่อฟาง 1 ชั้น ปริมาณ
ฟางข้าวแห้ง ไม่ขึ้นรา 100 กิโลกรัม
ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 5 กิโลกรัม
น้ำสะอาด 100 ลิตร (5 ปี๊บ)
บัวรดน้ำ ถังผสม ตาชั่ง ตามที่มี
ผ้าพลาสติกคลุม ท่อนไม้หรือของหนักทับ พอคลุมบ่อทั้งหมด

ในงานวิจัยใช้บ่อคอนกรีตก่อด้วยบล็อกซีเมนต์ ขนาด 6 x 6 เมตร แบ่งเป็นสามบ่อย่อย บ่อละ 2 x 6 เมตร สูง 120 เซนติเมตร (วิทยา และคณะ)

ถ้าไม่มีบ่อ ก็หมักเป็นกองบนพื้นที่ปูพลาสติกได้ เอกสารของ มทส. อธิบายวิธีกองบนพื้นไว้ โดยใช้ยูเรีย 6 กิโลกรัมต่อฟาง 100 กิโลกรัม และน้ำ 100 ลิตร แต่ก็เตือนว่าวิธีกองบนพื้นมีปัญหาน้ำยูเรียไหลซึมออกและแก๊สรั่ว และเมื่อเปิดกองแล้วควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน เพราะฟางสัมผัสอากาศและอาจขึ้นรา เอกสารเดียวกันระบุว่าสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ของกรมปศุสัตว์จึงแนะนำให้ก่อเป็นบ่อซีเมนต์บล็อกสำหรับคนที่ทำเป็นประจำ

สองแหล่งนี้ใช้ยูเรียต่างกัน (5 กับ 6 กิโลกรัม) ผมเลือกเขียนตามตัวเลข 5 กิโลกรัมของงานวิจัยกรมปศุสัตว์ เพราะมีผลวัดค่าอาหารและผลการเลี้ยงวัวกำกับไว้ ถ้าปศุสัตว์อำเภอแนะนำสูตรอื่น ให้ยึดตามคำแนะนำนั้นครับ

ทำฟางหมักยูเรียทีละขั้นอย่างไร

ขั้นตอนด้านล่างเรียบเรียงจากวิธีเตรียมฟางหมักในงานวิจัยกองอาหารสัตว์ (วิทยา และคณะ)

  1. ละลายยูเรีย ตักน้ำใส่ถังให้ได้ราว 100 ลิตร ใส่ยูเรีย 5 กิโลกรัม คนจนละลายหมด
  2. ปูฟางชั้นแรก ขนฟาง 100 กิโลกรัมลงบ่อ เกลี่ยให้หนาเท่า ๆ กันทั่วบ่อ
  3. รดน้ำยูเรีย ใช้บัวรดน้ำราดน้ำยูเรียทั้ง 100 ลิตรลงบนฟางให้ทั่ว
  4. ทำชั้นต่อไป ปูฟางชั้นใหม่แล้วรดน้ำยูเรียแบบเดียวกัน ทำซ้ำจนฟางเต็มบ่อ ระหว่างแต่ละชั้นขึ้นไปย่ำฟางบ้าง แต่ไม่ต้องอัดให้แน่นเกินไป
  5. คลุมพลาสติก คลุมผ้าพลาสติกบนฟาง สอดชายผ้าเข้าไปเหน็บด้านในของผนังบ่อ เพื่อไม่ให้อากาศข้างในรั่วออก
  6. ทับของหนัก วางท่อนไม้หรือของหนักทับบนพลาสติก กันลมพัดและกันแดด
  7. หมักไว้ราว 21 วัน แล้วจึงเปิดใช้

ถ้าใช้ยอดอ้อยแห้งแทนฟาง ในงานเดียวกันให้สับยอดอ้อยให้สั้นก่อน เพื่อให้วัวกินง่ายและหกออกนอกรางน้อย

เช็กลิสต์ก่อนปิดบ่อ

  • ฟางแห้งและไม่ขึ้นรา
  • ชั่งยูเรียและตวงน้ำครบทุกชั้น ไม่กะด้วยตา
  • ยูเรียละลายหมดก่อนรด ไม่มีเม็ดค้างก้นถัง
  • รดทั่วทั้งชั้น ไม่ใช่เฉพาะตรงกลาง
  • พลาสติกไม่มีรูขาด และชายผ้าเหน็บแน่นทุกด้าน
  • เก็บกระสอบยูเรียที่เหลือไว้ในที่ที่วัวเข้าไม่ถึง

ข้อสุดท้ายผมใส่เองครับ เหตุผลอยู่ในหัวข้อเรื่องพิษของยูเรียด้านล่าง

เปิดบ่อแล้วให้วัวกินอย่างไร

ให้เปิดแล้วผึ่งไว้ก่อน ไม่ให้กินทันที เอกสารของ มทส. บอกว่าฟางที่เพิ่งเปิดจากกองจะมีกลิ่นแอมโมเนียฉุนแรงจนวัวไม่ค่อยอยากกินและแสบตา จึงควรทิ้งไว้ 2 ถึง 3 ชั่วโมงก่อนให้สัตว์กิน และให้เปิดตักจากด้านหน้าด้านเดียว ส่วนที่เหลือยังคลุมไว้

ฟางหมักยูเรียควรให้คู่กับอาหารข้น เอกสารเดียวกันอธิบายว่าถ้าใช้ฟางหมักยูเรียเป็นอาหารหยาบหลัก วัวควรได้อาหารข้นด้วย เพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้จุลินทรีย์ในรูเมนใช้ไนโตรเจนสร้างโปรตีนได้ และต้องมีน้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา เพราะถ้าขาดน้ำ วัวจะกินฟางน้อยลง

ในงานวิจัยของกรมปศุสัตว์ โคได้กินฟางหมักยูเรียเต็มที่ เสริมอาหารข้นที่มีโปรตีนหยาบ 15.4% วันละ 1% ของน้ำหนักตัว และแบ่งให้อาหารวันละสองครั้ง เช้าและเย็น (วิทยา และคณะ)

ฟางหมักยูเรียช่วยวัวได้แค่ไหน

ในงานวิจัยกองอาหารสัตว์ โปรตีนหยาบของฟางเพิ่มจาก 2.37% เป็น 6.08% ของวัตถุแห้งหลังหมัก ส่วนเยื่อใย NDF แทบไม่ต่างกันก่อนและหลังหมัก (81.50% กับ 80.36%) (วิทยา และคณะ, ตารางที่ 1)

ผลกับตัววัวในงานเดียวกัน ทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ขอนแก่น ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2539 ใช้โคพันธุ์เรดซินดี้เพศผู้ น้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 212 กิโลกรัม กลุ่มที่กินฟางหมักยูเรียมี 5 ตัว เลี้ยง 84 วัน

ค่าที่วัด (กลุ่มฟางหมักยูเรีย) ผล
น้ำหนักเพิ่มต่อวัน 909.5 กรัม/ตัว/วัน
กินฟางหมักยูเรีย 5.26 กิโลกรัม/ตัว/วัน
กินอาหารข้น 2.22 กิโลกรัม/ตัว/วัน

(วิทยา และคณะ, ตารางที่ 2)

ต้องอ่านตัวเลขนี้ให้ถูก งานนี้เทียบฟางหมักยูเรียกับยอดอ้อยหมักยูเรีย ไม่ได้มีกลุ่มที่กินฟางธรรมดา น้ำหนักที่เพิ่มจึงเป็นผลของฟางหมักร่วมกับอาหารข้น ไม่ใช่ผลของการหมักอย่างเดียว

งานที่เทียบกับฟางธรรมดาโดยตรงมีของ Hart และ Wanapat (พ.ศ. 2535) ในควายปลักสี่ตัว เมื่อเปลี่ยนจากฟางธรรมดาเป็นฟางที่หมักยูเรีย การย่อยได้ของอินทรียวัตถุเพิ่ม 17% ปริมาณที่กินได้เพิ่ม 25% และอินทรียวัตถุที่ย่อยได้ซึ่งควายได้รับต่อวันเพิ่ม 46% (Hart & Wanapat, Asian-Australasian Journal of Animal Sciences) งานนี้เติมไนโตรเจนและแร่ธาตุให้ทั้งสองกลุ่มเท่ากัน ผลที่ต่างจึงมาจากการหมัก

ค่าเฉลี่ยจากหลายงานใน Feedipedia ไปทางเดียวกัน ฟางหมักยูเรียมีโปรตีนหยาบเฉลี่ย 7.9% และการย่อยได้ของอินทรียวัตถุ 59.9% เทียบกับ 4.2% และ 49.8% ของฟางธรรมดา (Feedipedia)

อะไรที่ฟางหมักยูเรียไม่ได้แก้

  • โปรตีนยังไม่ถึงระดับที่สัตว์รุ่นต้องการ 6.08% ในงานของกรมปศุสัตว์ยังต่ำกว่า 8 ถึง 10% ที่ Feedipedia ระบุไว้สำหรับสัตว์รุ่น
  • ถ้าเสริมโปรตีนอยู่แล้ว อาจไม่ได้เพิ่ม Feedipedia สรุปงานหนึ่งไว้ว่า การหมักยูเรียร่วมกับการเสริมโปรตีนไม่ได้ให้ผลดีกว่าการเสริมโปรตีนอย่างเดียว
  • มีผลข้างเคียงบ้าง Feedipedia ระบุว่าการปรับปรุงฟางด้วยสารเคมี รวมถึงยูเรีย อาจทำให้สัตว์ปัสสาวะมาก และอาหารผ่านรูเมนเร็วขึ้น

ทำไมห้ามให้วัวกินปุ๋ยยูเรียโดยตรง

เพราะยูเรียที่เข้ารูเมนจะกลายเป็นแอมโมเนียเร็วมาก ถ้ามากเกินกว่าที่จุลินทรีย์ใช้ได้ แอมโมเนียจะเข้ากระแสเลือดจนวัวเป็นพิษได้ภายในไม่ถึง 30 นาที ตามคำอธิบายของมหาวิทยาลัยเซาท์ดาโคตาสเตต (SDSU Extension) อาการที่พบบ่อยคือ กระสับกระส่าย สั่น น้ำลายไหลมาก หายใจเร็ว เดินเซ ท้องอืด และกล้ามเนื้อเกร็ง

ความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่ออาหารมีพลังงานน้อย ซึ่งผมคิดว่าตรงกับสภาพวัวที่กินแต่ฟางในหน้าแล้ง คู่มือเดียวกันแนะนำว่า

  • ห้ามใช้ยูเรียในอาหารลูกวัวที่หนักไม่ถึง 400 ปอนด์ (ราว 181 กิโลกรัม ผมแปลงหน่วยเอง) หรืออายุไม่ถึง 120 วัน เพราะรูเมนยังทำงานไม่เต็มที่
  • โปรตีนในอาหารที่มาจากยูเรียไม่ควรเกินหนึ่งในสาม
  • ห้ามให้ถั่วเหลืองดิบเมล็ดเต็มร่วมกับยูเรีย เพราะในเมล็ดมีเอนไซม์ยูรีเอสที่ย่อยยูเรียเป็นแอมโมเนียได้เร็ว

การหมักฟางต่างจากการให้กินยูเรียโดยตรง เพราะยูเรียถูกย่อยเป็นแอมโมเนียในบ่อระหว่างหมัก และกลิ่นแอมโมเนียที่ค้างอยู่ลดลงระหว่างผึ่ง แต่จุดที่ผมคิดว่าเสี่ยงจริงในฟาร์มคือกระสอบปุ๋ยที่เปิดทิ้งไว้ และน้ำยูเรียที่ผสมแล้วเหลือในถัง ซึ่งวัวเข้าถึงได้ ควรเก็บให้พ้นมือวัวทุกครั้งครับ

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ